Posts Tagged ‘อัมพาต’

ผู้สูงอายุกับอัมพาต

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home? ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 ? 584-3705????? 02-583-7709

ผู้สูงอายุกับอัมพาต

อัมพาตคืออะไร

ในปัจจุบันที่คนเรามีอายุยืนขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น การที่เรามีการดูแลสุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย

อย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอและการรับประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นต้นในทางตรงกันข้าม ถ้าเราละเลยสิ่งเหล่านี้
เช่น นอนดึก สูบบุหรี่จัด? ดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำทำให้เกิดเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆได้? เช่น? เบาหวาน? ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคตับและในบรรดาโรคต่างๆเหล่านี้? โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคหนึ่งที่ไม่เพียงมีผลต่อผู้ป่วยเอง แต่ยังมีผลกระทบ
อย่างมากต่อญาติของผู้ป่วยด้วย ทั้งในแง่เวลา? ค่ารักษาพยาบาล และการขาดรายได้ของญาติที่ต้องคอยพาผู้ป่วยมาหาแพทย์
ดังนั้นโรคอัมพาตจึงมีผลกระทบอย่างมาก ต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

อัมพาต(Stroke) เป็นคำที่ใช้เรียกอาการอ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย หรือครึ่งท่อนล่างของร่างกาย ที่มีสาเหตุจากโรค
หลอดเลือดสมอง หรือ ไขสันหลัง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรือแตกก็ได้

องค์การอนามัยโลก(World Health Organization;WHO)ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “เป็นอาการที่เกิดอย่างปัจจุบันทันทีต่อการทำงานของสมองบางส่วน หรือทั้งหมด โดยที่อาการนั้นเป็นอยู่นานเกิน 24ชม. หรือทำให้สูญเสียชีวิต ซึ่งมีสาเหตุมาจาก โรคของหลอดเลือดเท่านั้น”

คำว่า “อัมพาต” เรามักจะหมายถึงอาการอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย

ส่วนคำว่า “อัมพฤกษ์” เราหมายถึงอาการอ่อนแรงที่ผู้ป่วยยังพอขยับร่างกายส่วนนั้นได้บ้าง โดยทั่วไป เรามักจะนึกว่า
อัมพาต อัมพฤกษ์? จะต้องมีอาการอ่อนแรงเสมอ? แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การที่มีอาการชา? หรือมีความรู้สึกลดน้อยลงครึ่งซีก
ทั้งในแง่การรับรู้สัมผัส ความเจ็บปวด? ความรู้สึกร้อนหรือเย็น? ที่ลดลงก็เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ทั้งสิ้น
อาการจะต้องเกิดในทันทีทันใด เช่น ตื่นนอนเช้า ขณะกำลังทำงาน หรือ กำลังทำกิจวัตรต่างๆ แล้วมีอาการชา หรืออ่อนแรง
ในบางคนอาจจะมีอาการเตือนมาก่อน เช่น มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ตาข้างหนึ่งข้างใดมองไม่เห็นชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่เป็นนาที
หรือเป็น ชม. แล้วอาการดีขึ้นเป็นปกติ ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการเตือนแล้วรีบมาพบแพทย์ก็จะมีประโยชน์ในแง่ของ การป้องกัน
การเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ได้


อัมพาตพบในผู้สูงอายุบ่อยแค่ไหน
จากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า อัมพาตจะพบมากขึ้นตามอายุทั้งเพศชายและหญิง เช่น

อายุ 45-54ปี? พบอัมพาต? ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 1000ราย

อายุ 56-64ปี?? พบอัมพาต? ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 100 ราย

อายุ 75-84 ปี?? พบอัมพาต? ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 50ราย

อายุ มากกว่า 85 ปี พบอัมพาต? ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 30 ราย

  • นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ชาย มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง ในช่วงอายุ 45-64 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 65 ปีแล้ว
    โอกาสในการเกิดอัมพาต จะค่อนข้างเท่ากัน

จากการศึกษาพบว่า ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เบาหวาน สูบบุหรี่

อะไรเป็นสาเหตุของอัมพาตการดื่มแอลกอฮอล ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด อัมพาตทั้งสิ้น เช่น

ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนที่ไม่เป็นประมาณ 2-4 เท่า ผู้ที่มี โรคหลอดเลือดหัวใจ มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนไม่เป็นประมาณ 1-3 เท่า
  • เป็นต้น ดังนั้น การควบคุม ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
    • ดังได้กล่าวมาแล้ว การควบคุมปัจจัยเสี่ยงล้วนสามารถป้องกันการเกิดอัมพาตได้ การป้องกันในระยะที่ยังไม่มีอัมพาต

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันอัมพาตได้เป็นสิ่งที่แพทย์ สามารถให้คำแนะนำได้

ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45ปี ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่จัด? มีประวัติเบาหวานในครอบครัว จำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต เอ็กซเรย์ปอด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือดหาระดับน้ำตาล ไขมัน ตลอดจนการตรวจหาเชื้อ ซิฟิลิสในเลือด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • จะเป็นการทำให้เราทราบว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เมื่อพบว่ามีโรคเหล่านี้ตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้การควบคุมและป้องกัน
    ผลแทรกซ้อนของโรคสามารถทำได้ง่าย
    สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีโรคอัมพาตอยู่แล้ว และกำลังรักษาอยู่ สิ่งที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้อาการนั้นดีขึ้น
    และป้องกันไม่ให้เกิดอัมพาตซ้ำ การควบคุมอาหาร เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น

    ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน ควรควบคุม อาหารรสหวานทุกชนิด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ผลไม้รสหวานทุกชนิด
    อาหารจำพวกแป้ง เช่นข้าว ขนมปัง เป็นต้น? แนะนำให้รับประทานผลไม้จำพวกส้ม หรือมะละกอ

    ส่วนผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ถ้ามีไขมัน คลอเรสเตอรอลสูง ควรงดอาหารจำพวก ไข่แดง? ข้าวขาหมู? ข้าวมันไก่ ปลาหมึก
    หอยนางรม กุ้ง เป็นต้น

    แต่ถ้ามีไขมัน ไตรกรีเซอไรด์สูง ควรงดอาหารจำพวกแป้งดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ควรรับประทานยาและออกกำลังกาย
    อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหมั่นไปพบแพทย์ เป็นระยะๆ จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น และยังป้องกันไม่ให้อัมพาตซ้ำ

  • ผลที่เกิดกับผู้ป่วยอัมพาต
    ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตในระยะแรกพบว่าจะมีอาการเลวลงได้ถึง 30% ถ้ามีโรคแทรกซ้อน เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ปอดบวม
    หรือชัก ก็ยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นไปอีก ในช่วงเดือนแรก หลังเกิดอาการพบว่ามีอัตราตายถึง 25% และใน 1 ปีมีอัตรา
    ตายถึง 40%?? โอกาสที่จะเป็นอัมพาตซ้ำในระยะ 1 เดือนแรกหลังเกิดอัมพาตพบได้ถึง 3-5 %? และ 10% ใน 1 ปี
    เมื่อเราติดตามผู้ป่วยเหล่านี้ต่อไปจะพบว่า ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำงานได้ถึง 50% ซึ่งในจำนวนนี้ มีถึง 25%
    ที่ต้องอยู่ในสถานพยาบาลเป็นเวลานาน นอกจากนี้ 30 %ของผู้ป่วยจะเกิดโรคสมองเสื่อมตามมา สรุป
    จะเห็นได้ว่า โรคอัมพาตเป็นโรคที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งในแง่ของตัวผู้ป่วยเอง ญาติพี่น้องที่จะต้องดูแลช่วยเหลือทำให้
    มีผลกระทบต่อเศรษกิจในครอบครัวและส่วนรวม การป้องกันโรคอัมพาต สามารถทำได้ โดยการคอยตรวจสุขภาพ
    ร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยเราสามารถมี ชีวิตที่มีความสุขช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว

    โดย นพ.สามารถ นิธินันท์ อายุรแพทย์

Tags : ,

การดูแลผู้ป่วยอัมพาต

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 ? 584-3705? 02-583-7709

การดูแลผู้ป่วยอัมพาต ควรปฏิบัติดังนี้

เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายแล้ว ต้องดูแลต่อไป เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน คือ

การบริหารข้อต่างๆ โดยการเหยียด และงอบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อติด และกล้ามเนื้อลีบ
พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ
ให้ได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ
รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรงดหรือลดยาเอง เพราะจะทำให้มีอาการมากขึ้น
ไปตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการผิดปกติ รีบไปตรวจก่อนวันนัด
การดูแลด้านจิตใจ ผู้ป่วยอัมพาตบางรายจะมีอาการสับสน ความจำเสื่อม หัวเราะหรือร้องไห้ โดยไม่ได้ตั้งใจ โมโหง่าย ฉุนเฉียว ซึมเศร้า หรือทำอะไรที่ไม่สมควร โดยไม่มีเหตุผล ผู้ดูแลต้องให้กำลังใจ ให้อภัย หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยเศร้าโศกเสียใจ ดีใจมาก และภาวะเครียด
ผู้ป่วยอัมพาตที่ได้รับการรักษาจนสามารถกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคม ได้ การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำ ดังนี้

ท่าที่ 1 บิดตัวไปมา บริหารกล้ามเนื้อหลัง

วิธีทำ นั่งบนเก้าอี้ หรือบนเตียง กางแขนสองข้างออก หมุนลำตัวไปทางซ้ายอย่างช้าๆ ให้มากที่สุด จนรู้สึกตึง แล้วค่อยๆ หมุนกลับมาอยู่ในท่าเดิม แล้วหมุนไปทางขวา ทำเช่นเดียวกันจนครบ 10 ครั้ง
ท่าที่ 2 งอเข่า งอสะโพก และเหยียดเข่างอสะโพก

* ท่างอเข่า งอสะโพก

วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกขาซ้ายขึ้น-ลงอย่างช้าๆ ในท่างอเข่า งอสะโพก ทำจังหวะช้าๆ ข้างละ 10 ครั้ง
* เหยียดเข่างอสะโพก

วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกขาขวาขึ้น-ลงอย่างช้าๆ และยกขาซ้าย ทำเช่นเดียวกัน ข้างละ 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 การพับข้อสะโพก

วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ค่อยๆยกขาในลักษณะงอเข่า เข้าหาลำตัวให้มากที่สุดจนตึง ทำจังหวะช้าๆ แล้วค่อยๆ เหยียดลงในท่าเดิม ทำข้างละ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 การบริหารข้อไหล่และข้อศอก

* การบริหารข้อไหล่

วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น ยกแขนทีละข้างในท่าเหยียดแขนให้ตรง ขึ้น-ลง ทำจังหวะช้าๆ ข้างละ 10 ครั้ง
* การบริหารข้อศอก

วิธีทำ นอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างแนบลำตัว ยกแขนทีละข้างขึ้น-ลง โดยให้ศอกอยู่ติดกับพื้น ทำจังหวะช้าๆ ข้างละ 10 ครั้ง
ท่าที่ 5 การบริหารข้อเท้า โดยการงอ กระดกและหมุนข้อเท้า

วิธีทำ นอนหงายหรือนั่งราบกับพื้น ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้า กระดกข้อเท้าขึ้นทั้งสองข้างชี้เข้าหาลำตัวจนตึงแล้วค่อยๆ เหยียดปลายเท้าออกจนตึง ต่อจากนั้นหมุนข้อเท้าเป็นวงกลม โดยเริ่มหมุนออกไปทางด้านขวาอย่างช้าๆ กลับมาอยู่ในท่าเดิมแล้วหมุนไปทางซ้ายอย่างช้าๆ ทำเช่นเดียวกันจนครบ 10 ครั้ง
ท่าที่ 6 การบริหารข้อมือในท่าคว่ำและงอกระดูกข้อมือ

วิธีทำ คว่ำมือทั้งสองข้าง เหยียดนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว ค่อยๆงอข้อมือเข้าหาลำตัวจนตึง แล้วเหยียดออกมาอยู่ในท่าเดิม ค่อยๆ ทำจังหวะช้าๆ จนครบ 10 ครั้ง
ท่าที่ 7 การบริหารนิ้วมือในท่ากำมือ เหยียดและกางออก

วิธีทำ แบมือทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ กำมือทั้งสองข้างให้แน่น ค่อยๆ ทำจังหวะช้าๆ แล้วเหยียดนิ้วมือทั้งสองข้างอยู่ในท่าเดิม กางนิ้วมือทั้ง 5 นิ้วออกจนตึง แล้วหุบนิ้วมือมาอยู่ในท่าเดิม ทำ 10 ครั้ง
ท่าบริหารทุกท่า ทำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือเวลาที่สะดวก

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคอัมพาต

- วัดความดันโลหิตเป็นประจำ ทุก 3-4 เดือน ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าความดันโลหิตสูง ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ โดยการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก อย่าออกกำลังกายอย่างหักโหม
- ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินในบุหรี่ จะทำให้หลอดเลือดตีบตันได้ โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจและสมอง
- ควบคุมน้ำหนัก อย่าให้อ้วนเกินไป ลดอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ไข่แดงและน้ำมันมะพร้าว
- ตรวจปัสสาวะและเลือดตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูระดับน้ำตาลและไขมัน ซึ่งจะต้องควบคุมไม่ให้สูงเกินปกติ ถ้าเป็นเบาหวาน หรือมี- ไขมันในเลือดสูง ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ผ่อนคลายอารมณ์ โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดและ พักผ่อนอย่างเพียงพอ เช่น เล่นกีฬา ฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
- ถ้ามีอาการเตือนของโรคอัมพาต เช่น แขนขาอ่อนแรงชั่วครู่ วูบ หมดสติ ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาได้ทันท่วงที
- ผู้สูงอายุควรไปพบแพทย์ และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี
- ผู้ที่เป็นอัมพาตอยู่แล้ว ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่งดหรือลดยาเอง เพื่อป้องกันการเกิดอัมพาตซ้ำค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก BangkokHealth

Tags : ,

อัมพาต( paralysis )

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 ? 584-3705????? 02-583-7709

อัมพาต (paralysis)

หมายถึง อาการอ่อนแรงของแขนขาหรืออวัยวะภายนอกอื่นๆ (เช่น ใบหน้า ตา ปาก )?ทำให้ร่างกายส่วนนั้นเคลื่อนไหวไม่ได้?หรือได้น้อยกว่าปกติ โดยอาจมีอาการชา (ไม่รู้สึกเจ็บ) ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้? ถ้าขาทั้งสองข้างมีอาการอ่อนแรงหรือขยับเขยื้อนไม่ได้ เราเรียกว่า?อัมพาตครึ่งล่าง?(paraplegia) ถ้าแขนขาทั้ง 4 ขยับเขยื้อนไม่ได้ เรียกว่า อัมพาตหมดทั้งแขนขา (quadriplegia)อัมพาตทั้ง 2 ลักษณะนี้มักมีสาเหตุจากโรคของไขสันหลัง?แต่ถ้าแขนขาเพียงซีกใดซีกหนึ่งอ่อน แรง หรือขยับเขยื้อนไม่ได้เราเรียอัมพาตครึ่งซีก (hemiplegia)? ซึ่งเป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปในที่นี้ส่วนสาเหตุของอาการอัมพาตชนิดต่าง ๆ

อัมพาตครึ่งซีก
อัมพาตครึ่งซีก จัดว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในบ้านเราขณะนี้ มักพบในวัยกลางคนขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่?และเป็นได้ทั้งหญิงและชาย โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงในสมอง กล่าวคือ อาจมีการแตก ตีบ หรือตันของหลอดเลือดเหล่านี้??? ทำให้เนื้อสมองบางส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายตายไปและหยุด สั่งงาน??จึงทำให้เกิดอาการอัมพาตของร่างกายส่วนนั้น ๆ ขึ้นอาการมักจะเกิดขึ้นฉับพลันทันที?? เรียกว่า?โรคลมอัมพาต หรือ สโตรก (Stroke) หรืออุบัติเหตุจากหลอดเลือดสมอง?(Cerebrovascular accident/CVA)

สาเหตุอาจแบ่งเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ ซึ่งมีความรุนแรง และวิธีการรักษาที่ต่างกัน?ดังนี้

1. หลอดเลือดในสมองตีบตัน (Cerebral thrombosis) พบมากในคนสูงอายุ?เนื่องจากหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวหรือเสื่อม ทำให้มีโอกาสตีบตันได้ง่ายขึ้น? นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง,? เบาหวาน,? ภาวะไขมันในเลือดสูง, คนที่สูบบุหรี่จัด หรือดื่มเหล้าจัด หรือคนอ้วน ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนปกติ เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มักมีการเสื่อมและตีบของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น คนที่มีญาติพี่น้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าปกติสาเหตุนี้พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่น ๆ และไม่ค่อยมีอันตรายร้ายแรง

2. หลอดเลือดในสมองมีลิ่มเลือดอุดตัน (Cerebral embolism) เนื่องจากมีลิ่มเลือดเล็ก ๆ (embolus) ที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดที่อยู่นอกสมอง หลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตันในหลอดเลือดที่อยู่ในสมอง มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ เช่นโรคหัวใจรูมาติก, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น

3. หลอดเลือดในสมองแตก หรือการตกเลือดในสมอง (Cerebral?hemorrhage) เป็นสาเหตุที่มีอันตรายร้ายแรงอาจตายได้ในเวลารวดเร็วมักมีสาเหตุจากโรคความ ดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่เป็นมาแต่กำเนิด (congenital aneurysm), หลอดเลือดฝอยผิดปกติแต่กำเนิด (arteriovenous malformation/AVM) เป็นต้น หลอดเลือดผิดปกติเหล่านี้มักจะแตกและทำให้เกิดอาการอัมพาตเมื่อผู้ป่วยอยู่ ในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน? โรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัว เช่น?ตับแข็ง, โรคเลือดบางชนิด เป็นต้น บางครั้งก็อาจกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการตกเลือดในสมองได้

อาการ

1. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบตัน มักมีประวัติเป็นคนสูงอายุ หรือไม่ก็อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูง? หรือเบาหวาน? สูบบุหรี่จัดหรือดื่มเหล้าจัดอยู่ก่อน แล้วอยู่ ๆ ก็มีอาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงลงทันทีทันใด ผู้ป่วยอาจสังเกตพบอาการอัมพาตขณะตื่นนอน หรือขณะเดินหรือทำงานอยู่ก็รู้สึกทรุดล้มลงไป? ผู้ป่วยอาจมีอาการชาตามแขนขา? ตามัว? ตาเห็นภาพซ้อน?พูดไม่ได้ หรือพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว หรือกลืนไม่ได้ร่วมด้วยบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน หรือมีความรู้สึกสับสนนำมาก่อนที่จะมีอาการอัมพาตของแขนขา ผู้ป่วยมักจะมีความผิดปกติที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเพียงซีกเดียวเท่านั้น กล่าวคือ ถ้าการตีบตันของหลอดเลือดเกิดขึ้นในสมองซีกซ้าย ก็จะมีอาการอัมพาตที่ซีกขวา? ถ้าเกิดขึ้นในสมองซีกขวาก็จะเกิดอัมพาตที่ซีกซ้ายผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกตัว ดี หรืออาจจะซึมลงเล็กน้อย?? ยกเว้นในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการหมดสติร่วมด้วยอาการอัมพาตมักจะเป็นอยู่นานกว่า 24?ชั่วโมงขึ้นไป และจะเป็นอยู่นานแรมเดือนแรมปี หรือตลอดชีวิตผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตบางคน อาจมีประวัติแขนขาชา และอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ได้ ตามัว?หรือเวียนศีรษะ ซึ่งจะเป็นนานเพียง 2-3 นาที (บางคนอาจนานเป็นชั่วโมงแต่จะไม่เกิน 24 ชม.) แล้วหายเป็นปกติได้เอง โดยไม่ต้องให้การรักษาแต่อย่างใด อาการดังกล่าวเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองเป็นเพียงชั่วคราว เราเรียกว่า โรคสมองขาดเลือดชั่วขณะ หรือ ทีไอเอ (TIA ซึ่งย่อมาจาก Transient ischemic attack) ผู้ป่วยอาจมีอาการดังกล่าวเป็น ๆ หาย ๆ มาก่อนสักระยะหนึ่ง (อาจประมาณ 6 เดือนถึง?1 ปี) จึงค่อยเกิดอาการอัมพาตอย่างถาวรตามมาในภายหลัง

2. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดในสมองมีลิ่มเลือดอุดตันจะมีอาการคล้ายในข้อ 1 แต่อาการอัมพาตมักเกิดขึ้นฉับพลันทันที

3. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดในสมองแตก อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด ขณะทำงานออกแรงมาก ๆ หรือขณะร่วมเพศ โดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า อาจบ่นปวดศีรษะรุนแรง หรือปวดศีรษะซีกเดียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วก็มีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ได้ แขนขาค่อย ๆ อ่อนแรง อาจชักและหมดสติในเวลารวดเร็ว ถ้าตกเลือดรุนแรง ผู้ป่วยมักมีอาการหมดสติ ตัวเกร็งรูม่านตาหดเล็กทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมักจะตายใน 1-2 วัน? ถ้าตกเลือดไม่รุนแรงก็อาจมีโอกาสฟื้นและค่อย ๆ ดีขึ้น หรือถ้าได้รับการผ่าตัดได้ทันท่วงที ก็อาจช่วยให้รอดได้

สิ่งตรวจพบ

การ ตรวจร่างกาย?? นอกจากการอัมพาตของแขนขาซีกหนึ่งแล้ว อาจมีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ได้ ซึม ความดันเลือดสูง รีเฟลกซ์ของข้อ (tendon reflex) ไวกว่าปกติ? ในรายที่เกิดจากมีลิ่มเลือดอุดตันการตรวจร่างกายอาจพบความผิดปกติของหัวใจ เช่น ฟังได้เสียงฟู่ (murmur) หรือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
ในรายที่ เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก อาจมีอาการหมดสติ คอแข็ง อาจตรวจพบรูม่านตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ถ้าเป็นรุนแรงอาจพบรูม่านตาหดเล็กทั้ง 2?ข้าง

อาการแทรกซ้อน

ใน รายที่เป็นรุนแรง อาจตายด้วยโรคแทรกทางสมอง โรคหัวใจ หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำปอด (pulmonary embolism), ปอดอักเสบ? ในรายที่เป็นอัมพาตเรื้อรัง และลุกนั่งไม่ได้ อาจนอนมากจนมีแผลกดทับ (bed?sores) ที่ก้น หลัง ข้อต่าง ๆ, อาจสำลักอาหาร เกิดภาวะอุดกั้นของทางเดิน
หายใจ หรือปอดอักเสบ, อาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่าย หรืออาจเป็นแผลถลอกของกระจกตา หรือเป็นโรคซึมเศร้า

การรักษา

ถ้า หมดสติ ซึม คอแข็ง ชัก กินไม่ได้ ควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีภาวะขาดน้ำ?ควรให้น้ำเกลือมาระหว่างทางด้วยส่วนผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัว ดี ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง อาจต้องตรวจ
หาสาเหตุด้วยการ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง,??? ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็ก?(MRI), เจาะหลัง, ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะและอื่น ๆ แล้วให้การรักษาตาม

สาเหตุ ดังนี้

1. ในรายที่เป็นเพียง ทีไอเอ (สมองขาดเลือดชั่วขณะ) คือ มีอาการของอัมพาตไม่เกิน 24 ชั่งโมง แล้วหายได้เอง อาจให้แอสไพริน (?.1) วันละ 75-325 มก.ทุกวันตลอดไป เพื่อป้องกันมิให้มีการตีบตันของหลอดเลือดอย่างถาวรซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยกลาย เป็นอัมพาตชนิดถาวรในรายที่กินแอสไพรินไม่ได้ อาจให้ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น?ไทโคลดิพีน (Ticlodipine) มีชื่อทางการค้า เช่น ไทคลิด (Ticlid) ขนาด 250?มก. วันละ 2 ครั้งแทน

2. ในรายที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน หรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ให้การรักษาตามอาการ (เช่น ให้น้ำเกลือ ให้อาหารทางสายยาง ให้ยาลดความดันเลือด ให้ยารักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น) ให้แอสไพริน วันละ 75-325 มก. ทุกวัน????? หรือไทโคลดิพีน 250 มก. วันละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันมิให้หลอดเลือดตีบตันมากขึ้น?และให้การรักษาทางกายภาพบำบัดใน รายที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตัน ในระยะ 2-3 วันแรก อาจให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฮพาริน (Heparin) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ถ้าจะดีขึ้นก็จะเริ่มมีอาการดีขึ้นให้เห็นภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะค่อย?ๆ ฟื้นตัวขี้นเรื่อย ๆ จนสามารถช่วยตัวเองได้ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลัง 6? เดือนไปแล้ว ก็มักจะพิการ

3. ในรายที่เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ให้การรักษาตามอาการ และอาจต้องผ่าตัดสมอง เมื่อปลอดภัยแล้ว ค่อยให้การรักษาทางกายภาพบำบัดต่อไป

ข้อแนะนำ

1. เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตราย เริ่มรู้สึกตัวดี หายใจสะดวก?กินอาหารได้ ควรให้การดูแลพยาบาลต่อ ดังนี้
1.1 พยายามพลิกตัวผู้ป่วยไปมาทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันมิให้เกิดแผลกดทับ?(bed sores) ที่ก้น หลัง ข้อต่าง ๆ
1.2 ให้อาหารและน้ำให้เพียงพอ ถ้าขาดน้ำ ผู้ป่วยจะซึม หรืออาการเลวลง
1.3 พยายามบริหารข้อโดยการเหยียด และงอแขนขาตรงทุก ๆ ข้อต่อบ่อย ๆ?เพื่อป้องกันมิให้ข้อเกร็งแข็ง

2. เมื่ออาการดีขึ้น ผู้ป่วยต้องหมั่นบริหารกล้ามเนื้อ?? และพยายามใช้แขนขา?เพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ถ้าผู้ป่วยนอนเฉย ๆ ไม่พยายามใช้แขนขา กล้ามเนื้อก็จะลีบ และข้อแข็ง

3. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง บางคนอาจฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยตัวเองได้ บางคนอาจฟื้นตัวช้า หรือพิการตลอดไป แต่สติปัญญาของผู้ป่วยส่วนมากยังดีเช่นปกติ?ญาติควรแสดงความเห็นอกเห็นใจ อย่าแสดงความรังเกียจ และคอยให้กำลังใจผู้ป่วยอยู่เสมอ

4. ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ช่วยให้โรคนี้หายเป็นปกติได้??? การรักษาขึ้นกับตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญ ในการพยายามฟื้นฟูกำลังแขนขา โดยวิธีกายภาพบำบัด ผู้ป่วยควรรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่ควรเปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย หรือเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลไกล ๆ เพราะการรักษาย่อมไม่แตกต่างกันมาก

5. ผู้ป่วยควรงดเหล้า บุหรี่

6. ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง? หรือเบาหวาน ควรดูแลรักษาโรคนี้อย่างจริงจัง (ดูรายละเอียดของโรคเหล่านี้เพิ่มเติม)

การป้องกัน

การป้องกันมิให้เป็นโรคอัมพาต อาจกระทำได้โดย
1. งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และอาหารที่มีไขมันมาก, ลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน), และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันมิให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็ว
2. หมั่นตรวจเช็กความดันเลือดเป็นประจำ
3. ตรวจเช็กไขมันในเลือด ถ้ามีภาวะไขมันในเลือดสูง ควรหาทางควบคุมให้เป็นปกติ
4. ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ควรรักษาเป็นประจำอย่าได้ขาด?เพราะเมื่อควบคุมโรคเหล่านี้ได้ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาต
5. ถ้าเคยมีอาการอัมพาตชั่วคราวจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ (ทีไอเอ) ควรรีบปรึกษาแพทย์ และกินยาแอสไพริน (หรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด)ตาม
แพทย์สั่งเป็นประจำอย่าได้ขาด

รายละเอียดป้องกันอัมพาตด้วยการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์

อ้างอิงจาก http://www.morwangclinic.webs.com/

Tags : ,

5 สิ่งเร้ากระตุ้นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต

รับ ดูแล ผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะพักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทาง สายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวนปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิต สูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาตครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์, อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705? 02-583-7709

เป็นที่ทราบกันดีว่า อาการโรคหัวใจกำเริบ สโตรค และภาวะหัวใจหยุดเต้นส่วนหนึ่ง (ส่วนน้อยมาก) เป็นหลังคนไข้มีอาการซึมเศร้า (blue)
.
นัก วิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า คราบไขโคเลสเตอรอล (cholesterol-rich plaque) ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (เช่น หลอดเลือดแดง carotid ที่คอ ฯลฯ) น่าจะแตกหรือปริออก
.
คราบไขที่แตกหรือปริออกจะกระตุ้นกลไกแข็งตัวเลือด ทำให้เลือดจับเป็นลิ่มอุดตันตรงนั้น หรือหลุดลอยไปอุดหลอดเลือดส่วนอื่น
.
สิ่งเร้าหรือปัจจัยเสี่ยงที่ไปกระตุ้นให้โรคหลอดเลือดสมอง-หัวใจกำเริบได้แก่
.
(1). Waking from sleep = ตื่นนอน
.
ร่าง กายคนเราจะกระตุ้นฮอร์โมนตอบสนองต่อความเครียดให้หลั่งออกมามากขึ้นก่อนตื่น นอน ซึ่งถ้ากระตุ้นพอดีจะทำให้คนเรา “ถีบ (active = เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ออกแรง-ออกกำลัง” ได้ดี
.
สรุป คือ การตื่นนอน “เป็นความเครียด”, ยิ่งต้องตื่นตอนฝันร้าย ตื่นก่อนไปสอบ ทำงานในองค์กรที่หัวหน้าใจร้าย หรือพบคนใจร้าย (ใครก็ไม่รู้) จะยิ่งเครียดใหญ่ และทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นด้วย
.
กลไก อื่นที่เป็นไปได้ คือ ช่วงเช้าเป็นช่วงที่คนเราอยู่ในภาวะขาดน้ำมากกว่าช่วงอื่นๆ ทำให้สัดส่วนน้ำในเลือดลดลง (เม็ดเลือด โปรตีนเท่าเดิม)
.
สาร น้ำในเลือดที่ลดลง (จากภาวะขาดน้ำ) ทำให้เลือดมีความเข้มข้น ความหนืดของเลือดมากขึ้นคล้ายๆ กับตังเม หรือน้ำตาลเคี่ยวในช่วงเช้า?และเพิ่มเสี่ยงหลอดเลือดตีบตัน
.
วิธี ป้องกัน คือ ตื่นเช้าขึ้นมาให้ฝึกผ่อนคลายสักครู่ เช่น หายใจเข้าช้า-หายใจออกช้าๆ (นับ เข้า 1-2-3, ออก 1-2-3-4 และหายใจออกให้ช้าลงไปในอีกในครั้งหลังๆ) ฯลฯ, บิดขี้เกียจ แล้วค่อยลุกให้ช้าหน่อย
.
การออกแรง-ออกกำลังร่วมกับการกินเส้นใย (ไฟเบอร์) จากข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ถั่ว เมล็ดพืช มีส่วนช่วยป้องกันท้องผูกได้
.
และ อย่าลืม… บ้วนปากแล้วดื่มน้ำ 1-2 แก้วหลังตื่นนอน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำไม่ให้เกิดมากขึ้นหรือนานขึ้น, การฝึกนิสัยดื่มน้ำตอนเช้ามีส่วนช่วยป้องกันนิ่วจากภาวะขาดน้ำได้ด้วย
.
ท่าน ที่นับถือพระพุทธศาสนาคงจะทราบดีว่า โบราณสอนให้ทำวัตรหรือสวดมนต์อย่างน้อย 2 รอบ คือ รอบเช้ากับรอบค่ำ, รอบค่ำจะมีการขอขมาพระรัตนไตร (พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์) เผื่อว่า ถ้าตอนเช้า “ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี” จะได้มีโอกาสไปดี (ไปสู่สุคติ)
.
การสวดมนต์ก่อนนอนมีส่วนช่วยป้องกันฝันร้าย ทำให้หลับสนิทดีขึ้น และลดฮอร์โมนเครียดได้ในระดับหนึ่ง
.
(2). Heavy physical exertion = การออกแรง-ออกกำลังอย่างหนัก
.
การ ไปตักหิมะ วิ่ง กิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือเบ่ง เช่น เบ่งอุจจาระ (ท้องผูก หรือรีบเร่งเข้าห้องน้ำ), ปัสสาวะ (เช่น ต่อมลูกหมากโต ฯลฯ) ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
.
กิจกรรมที่ออกแรง-ออกกำลังผ่านแขนมีแนวโน้มจะทำให้หัวใจทำงานหนักมากกว่าออกแรง-ออกกำลังผ่านขา เช่น ตักหิมะหนักกว่าวิ่ง ฯลฯ
.
เนื่องจากหลอดเลือดแขนมีขนาดเล็กกว่าขา ทำให้มีแรงต้านการไหลเวียนเลือดสูงกว่า (ท่อเล็กมีแรงต้านมากกว่าท่อใหญ่) ฯลฯ
.
วิธี ป้องกัน คือ ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ เพราะจะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคลดลงในระยะยาว?เริ่มจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากส่วนขาไปแขน (ถ้าไม่เคยออกแรง-ออกกำลังมาก่อน)
.
ตัวอย่าง เช่น เดิน-เดินเร็วให้แข็งแรงเต็มที่สัก 2-3 เดือนก่อน แล้วค่อยฝึกส่วนแขนให้แข็งแรงตามไปด้วย ฯลฯ และให้อุ่นเครื่อง (warm up) ก่อนออกแรง-ออกกำลังหนักด้วยการเดินช้า-เดินเร็วอย่างน้อย 3-5 นาที
.
(3). Anger = ความโกรธ (เครียด แค้น อาฆาต ฯลฯ)
.
การ ศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การโกรธอย่างแรง (a bout of anger) เพิ่มเสี่ยงอาการโรคหัวใจกำเริบ (heart attack) เป็น 14 เท่าในช่วง 2 ชั่วโมงหลังโกรธ
.
คน เราคงจะไปห้ามความโกรธไม่ได้ ทว่า… การคบเพื่อนที่ไม่โกรธง่าย ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด (ยุคนให้แตกกัน) หรือเพื่อนที่มากไปด้วยเมตตา (ดีต่อคนทุกคนทั่วไป ไม่ใช่ดีเฉพาะกับคนบางคน), พูดจาสุภาพ พูดจาส่งเสริมความสามัคคี เป็นอุปนิสัยสำคัญที่ทำให้เราโกรธน้อยลง
.
การ ฝึกผ่อนคลาย (relax) กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทีละส่วน โดยฝึกเกร็งทีละส่วน-ผ่อนคลายทีละส่วน เริ่มจากใบหน้า-หัว-คอ-หน้าอก-ท้อง-หลัง-เอว-ขาท่อนบน-ขาท่อนล่าง แล้วกำหนดรู้ลักษณะที่เกร็ง (มักจะพบตอนโกรธ) และผ่อนคลาย (มักจะพบตอนหายโกรธ) ไว้
.
พอ มีเหตุการณ์ให้โกรธก็กำหนดรู้อาการโกรธ และฝึกผ่อนคลาย มีส่วนช่วยได้, อีกวิธีหนึ่ง คือ การฝึกหายใจเข้าช้าๆ-ออกช้าๆ หรือกำหนดลมหายใจ, และฝึกทันทีที่รู้สึกโกรธหรือเครียดบ่อยๆ
.
อาจารย์ ท่านหนึ่งกล่าวไว้ดี ท่านว่า ผู้เขียนเป็นคนมักโกรธ (โกรธง่าย), นี่เพราะไม่รู้จักกำหนดรู้อาการโกรธ เข้าใจว่า ท่านคงจะหมายถึงให้กำหนดรู้ (โกรธหนอๆ ให้ได้สักพันครั้งหมื่นครั้งขึ้นไป)
.
(4). Infections = ภาวะติดเชื้อ
.
โรคติดเชื้อ เช่น ปอดบวม ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ ทำให้ระบบหัวใจ-หลอดเลือดทำงานหนักขึ้น และอาจกระตุ้นให้มีอาการโรคหัวใจกำเริบ หรือสโตรคได้
.
วิธี ป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญ คือ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนดื่มน้ำ-กินอาหาร-แปรงฟัน-สัมผัสใบหน้า, หลังเข้าห้องน้ำ-เล่นกับสัตว์-ใช้ของใช้ร่วมกับคนอื่น เพื่อป้องกันโรคติดต่อผ่านมาทางมือ โดยเฉพาะหวัด-ไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่
.
การ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่ม (แอลกอฮอล์) หนัก, นอนให้มากพอ (คนส่วนใหญ่ควรนอน 7 ชั่วโมง/วัน; ส่วนน้อยต้องการนอนมากหรือน้อยกว่านี้), หลีกเลี่ยงคนที่ไอ-จาม-ร้องเพลง-ตะโกน (ทำให้เกิดละอองฝอยในอากาศ) และไม่เข้าไปในห้องแอร์หรือที่แออัด เช่น ไนท์คลับ ผับ บาร์?ฯลฯ ช่วยป้องกันโรคได้มาก
.
(5).?Other triggers = สิ่งเร้า-ตัวกระตุ้นอื่นๆ
.
สิ่งเร้า-ตัวกระตุ้นอื่นๆ ได้แก่
  • กิจกรรมทางเพศ (ยิ่งสำส่อนทางเพศหรือมีชู้ยิ่งเสี่ยง เพราะทำให้ตื่นเต้นมากขึ้น)
  • การ กินอาหาร-น้ำ-ลมมากเกิน (รวมทั้งการกินน้ำอัดลมที่ทำให้เกิดแก๊ส และพูดไปกินไป เนื่องจากการพูดไปกินไป ทำให้ลมหายใจลงไปในกระเพาะอาหารมากขึ้น) โดยเฉพาะช่วงหลังงานเลี้ยง-อบรม-สัมมนา
  • สัมผัส อาการร้อนหรือหนาวจัดทันที รวมทั้งการโดนลมแอร์ที่พุ่งตรงใส่คน, วิธีป้องกัน คือ ไม่ตั้งแอร์เย็นเกิน และจัดให้ทิศทางลมผ่านไปใกล้ๆ คน – ไม่โดนคนโดยตรง
  • ภาวะขาดน้ำ

(มีต่อ…)

  • อากาศ เป็นพิษ เช่น เผาขยะ-ใบไม้ (อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มะเร็งปอดในไทยพบมากที่สุดในลำปาง-เชียงใหม่), ใช้ฟืนหรือถ่านในตัวบ้าน, จุดธูปในบ้าน (เวลาจุดควรเปิดหน้าต่าง หรือจุดนอกบ้าน)
  • ภัยธรรมชาติหรืออุบัติภัย เช่น ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ
  • ความเศร้าโศก-เสียใจ
  • นอนไม่พอ

ชาวตะวันตก (ฝรั่ง) กำเริบเกือบทั้งหมดมีอาการโรคหัวใจกำเริบตอนเช้า ตักหิมะ ร่วมเพศ โกรธหรือแค้น และเป็นไข้หวัดใหญ่

การ ป้องกันสิ่งเร้าหรือปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ ร่วมกับการรักษาสุขภาพ เช่น กินช้าๆ พอประมาณ (ไม่รีบกิน – ไม่กินมากจนน้ำหนักเกินหรืออ้วน), กินช้าๆ-ไม่พูดมากตอนกิน (ทำให้ปริมาณอาหาร+ลมในกระเพาะอาหารเพิ่ม)-ไม่กินข้าวคำน้ำคำ (ทำให้ปริมาตรอาหาร+น้ำเพิ่ม), นอนให้พอ, ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ ฯลฯ มีส่วนช่วยป้องกันโรคได้

ถึงตรงนี้… ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ขอขอบคุณ บทความดีๆจาก blog ok Nation : http://www.oknation.net/blog/health2you/2011/02/25/entry-1

เขียนโดย : นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง / พบ., พบ.ม.(MPA), วว.รังสีวิทยาทั่วไป, อบ.เวชศาสตร์ครอบครัว, นศ.บ.

Tags : , ,

อัมพาต

รับ ดูแล ผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะพักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทาง สายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวนปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิต สูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาตครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์, อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705? 02-583-7709

อัมพาต

เป็นผลที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่สมองเกิดภาวะผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดกับเนื้อสมอง ทำให้สมองส่วนนั้นไม่สามารถทำงานได้ อาจเป็นอย่างชั่วคราว หรือถาวร อาการที่มักจะพบได้ทั่วไปก็คือ พูดไม่ชัด พูดไม่ถูก ความหมาย ลิ้นแข็ง แขนขาไม่มีแรง หรือชา ซึ่งอาการอาจเกิดได้แบบทันทีทันใด และค่อยๆ เป็นมากขึ้นในช่วง 2-3 วัน หรือเป็นๆ หายๆ
สาเหตุอาจแยกได้ง่ายๆ เป็น 2 กลุ่มก็คือ?? 1. กลุ่มหลอดเลือดสมองตีบตัน?? 2. กลุ่มเลือดออกในสมอง
สาเหตุทำให้เส้นเลือดอุดตัน
เส้นเลือด มีการตีบแคบลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ของหลอดเลือดในสมอง ส่วนมากในคนไทยมักจะเป็นสาเหตุนี้
มีก้อนเลือดแข็งตัวขนาดเล็ก หลุดจากลิ้น หรือผนังหัวใจไปตามกระแสเลือด เกิดไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง
มี การตีบแคบลง ของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณคอ อาการระยะแรก จะ แขนขาชา? หรือมีอาการอ่อนแรงเป็นพัก ๆ หรือในบางราย มีอาการพูดไม่ออก หรือพูดไมชัด แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดที่คอด้านหลังตีบ จะมาด้วยมีอาการมึนงงเป็นๆ หายๆ ความจำไม่ดีหรือตามัวลง

อาการและความรุนแรง แบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับ คือ
อาการน้อย
อาจมีเพียงพูดไม่ชัด มุมปากตก แขนขาไม่มีแรง เมื่อได้รับการรักษามักจะกลับคืนเกือบปกติ หรือหายเป็นปกติได้ในบางราย
อาการปานกลาง อาจเกิดขึ้นทันทีทันใด ขยับแขนขาไม่ได้ หรือพูดไม่ได้เลย กลุ่มนี้ จำเป็นต้องรีบให้การรักษา เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ภายใน 3-5 วัน การฟื้นตัวในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะเห็นชัดประมาณสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งมักจะไม่เป็นปกติ อาจจะมีอาการเกร็ง พูดไม่ชัด? ซึ่งต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
อาการหนัก มักไม่รู้สึกตัวตั้งแต่ต้น หรือมีอาการซึมลงอย่างรวดเร็วมากภายใน 24 ชั่วโมง กลุ่มนี้ มักเกิดกับผู้ป่วย ที่หลอดเลือดสมองขนาดใหญ่ตีบตัน? มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ได้แก่? การติดเชื้อในปอด จากการสำลัก สมองบวม เมื่อพ้นระยะวิกฤตแล้ว ผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้ระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่จะต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียง หรือรถเข็น
ปัจจัยเสี่ยงหลัก
1.?? 70% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จะมีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ? จะมีโอกาสเสี่ยงมากถึง 10-12 เท่า
2.? ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โดยมิได้รับการรักษา หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จะมีอัตราเสี่ยง ได้สูงกว่าปกติ 2-3 เท่า
3. โรคหัวใจ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ชนิดขาดเลือดไปเลี้ยง มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 2-5 เท่า? และมีภาวะหัวใจ เต้นผิดจังหวะชนิดเอเตรียลฟิบริเรชั่น มีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 6 เท่า
4.การ สูบบุหรี่จะ มีโอกาสเป็นอัมพาตได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากหยุดบุหรี่ได้ 2-5 ปี พบว่าโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40%
ปัจจัยเสี่ยงรอง
1. มีไขมันสูงในหลอดเลือด (Hyperlipidemia) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โคเลสเตอรอล (Cholestorol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)? ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดสมอง เกิดพยาธิสภาพ และมีการอุดตันตามมาในที่สุด
2. แอลกอฮอล์ อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ ถ้าดื่มในปริมาณมาก แต่ถ้าดื่มในปริมาณ ที่ไม่มาก อาจจะมีฤทธิ์ ป้องกันภาวะหลอดเลือดตีบได้
3. ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้ผู้ป่วยอ้วน และเครียด ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริมต่อการเกิดอัมพาต
4. ฮอร์โมน ยังไม่พบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างชัดเจน ยกเว้นในผู้หญิง ที่รับประทานฮอร์โมนในขนาดที่สูงร่วมกับมีความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่
การป้องกัน
1.งดสูบบุหรี่
2. อย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์มาตรฐาน
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. รักษาความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
5. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
6 .ถ้าเป็นเบาหวาน ควรรักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
7. ผู้ป่วยหลอดเลือดที่คอตีบ? การผ่าตัดหลอดเลือดที่คอเป็นการป้องกันการเกิดอัมพาตซ้ำได้

ที่มา : คอลัมภ์ คุยกับลุงแจ่ม ปี 2 http://www.oknation.net/blog/loongjame/2009/09/04/entry-1

Tags : , ,

อัมพาตในผู้สูงอายุ

รับ ดูแล ผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะพักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทาง สายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวนปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิต สูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาตครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์, อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705? 02-583-7709

ที่มา : บทความของ ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ถาม. คำจำกัดความของคำว่า ” โรคอัมพาต”
ตอบ. คำว่าอัมพาต ในภาษาชาวบ้าน ก็หมายถึง โรคหลอดเลือดสมองซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในระบบประสาทอย่างฉับพลัน โดยความหมายทั่วไปก็จะหมายถึง แขนขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรงไปหรือเดินไม่ได้

ถาม. อัมพาต และอัมพฤกษ์ เป็นโรคชนิดเดี่ยวกันหรือไม่
ตอบ. อัมพาตมักจะเป็นมาก และอัมพฤกษ์จะเป็นน้อยกว่า ในภาษาแพทย์โรคหลอดเลือดสมองจะมีหลายแบบ ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ หลอดเลือดสมองอาจตีบหรืออุดตันหรืออาจจะแตก ซึ่งแต่ละชนิดจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ ซึ่งบางทีอาการอาจคล้าย ๆ กัน

ถาม. อัมพาต มีกี่ลักษณะ
ตอบ. ก็จะเกิดขึ้นจากหลอดเลือดสมองที่ตีบ อุดตัน และแตก

ถาม. ลักษณะอาการที่ผิดปกติของผู้ป่วยเป็นอมพาตที่มีหลอดเลือดในสมองตีบ จะมีลักษณะอาการผิดปกติอย่างไร
ตอบ. ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีลักษณะแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และจะทำให้เดินไม่ได้ รู้สึกชา บางรายจะเดินเซ บางรายจะมีอาการปวดหัว อาเจียน หรือพูดจาสับสน โดยสรุป ก็คือ ลักษณะที่จะบ่งชี้ว่าจะเป็นอัมพาต ก็คือ อาการจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานานเป็นชั่วโมง ไม่ใช่เป็นวันเป็นเดือน

ถาม. นอกจากนี้จะมีโรคอื่น ๆ นำมาก่อนหรือไม่
ตอบ. ก็มีโรคหลายโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของอัมพาต ยกตัวอย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือการสูบบุหรี่ อ้วนเกินไป การใช้ชีวิตที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย นั่งทำงานหรือนั่งโต๊ะอย่างเดียว

ถาม. ในปัจจุบันมีผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด และจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้นหรือไม่
ตอบ. จริง ๆ โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่วัยกลางคน ถ้ามองดูในคนอายุน้อยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น เกิดจากโรคหัวใจบางชนิดที่มีเส้นเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง ก็เลยทำให้เกิดอัมพาต แต่พบส่วนน้อย ส่วนใหญ่ถ้ามองในแง่ของปัจจัยเสี่ยงที่ได้พูดไปข้างต้น จะเป็นโรคของคนวัยกลางคน และมักจะเป็นในผู้ชายได้เร็วกว่าในผู้หญิง ในผู้หญิงจะพบในผู้ที่มีอายุมากกว่าผู้ชาย

ถาม. ความแตกต่างของโรคที่เป็นเร็ว เป็นช้าของผู้หญิงหรือผู้ชายเกิดขึ้นจากอะไร
ตอบ. เข้าใจว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับเพศ เช่น ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตนเจน ที่มีผลต่อเรื่องไขมันในเลือด หรือโรคหลอดเลือดต่าง ๆ

ถาม. ความก้าวหน้าของวิธีการรักษาในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ. การรักษาของโรคเส้นเลือดสมองตีบ การรักษาในปัจจุบันก็คือ มีหลัก ต้องรับมารักษาให้เร็วที่สุด ดังนั้น เมื่อไหร่เริ่มมีอาการชวนให้สงสัยว่าจะเป็นอัมพฤกษ์ , อัมพาต จะต้องรับมาโรงพยาบาล ถ้ามาได้เร็วได้เวลาเป็นชั่วโมงยิ่งดี ก็อาจจะมียาบางอย่างจะช่วยได้ ยกตัวอย่าง คือ ยาที่ละลายลิ่มเลือด การให้ยาแอสโพริน เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบมากขึ้น แล้วทำให้เกิดอาการมากขึ้น อันนี้มีการศึกษาชัดเจนว่า ยิ่งให้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดอุดตันบางครั้งก็จะต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกัน ไม่ให้มันเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าหลอดเลือดแตก ก็จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ดูอาการกันไป และต้องระวังไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา

ถาม. นอกจากนี้จะมีการรักษาวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วยอีกหรือไม่ กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง
ตอบ. คือหลังจากที่อาการของผู้ป่วยคงที่ไม่เป็นมากขึ้น เราก็เริ่มพิจารณาถึงการรักษา เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น การพลิกตัว การป้องกันโรค ปอดบวม โรคติดเชื้ออื่นๆ หรือการดูแลเรื่องดุลน้ำ ดุลเกลือแร่ในร่างกาย และหลังจากนั้น ก็จะพิจารณาเรื่อง การทำกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟูในคนไข้สภาพกลับมาดีขึ้น

ถาม. ขั้นตอนในการรักษาต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน
ตอบ. แล้วแต่สถานการณ์ ก็คือ ถ้าเป็นบ่อยก็จะดีขึ้นเร็วอาจจะไม่จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดยาวนานมากนัก แต่ถ้าบางรายที่เป็นมากก็อาจจะจำเป็นต้องทำสักระยะหนึ่ง บางทีอาจจะเป็นเดือน ถ้าพูดถึงการรักษาระยาว ถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นอัมพาตแล้วเรามักจะรักษาไปตลอดชีวิต เพราะว่ามันมี ความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นอีกได้ ถ้าเคยเป็นมาหนหนึ่งแล้ว ก็อาจจะเป็นอีกได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเคยเป็นมาครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องรักษาต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

ถาม. ก็หมายความว่า เราไม่สามารถจะไปรักษาอัมพาตให้หายขาดได้ใช่หรือไม่
ตอบ. ถ้าเส้นเลือดที่มันตีบไปแล้ว เราจะต้องรักษาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่พูดไปข้างต้น ว่าป้องกันไม่ให้มันตีบมากขึ้น หรือว่าเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตซ้ำอีก

ถาม. โรคแทรกซ้อนอะไรบ้างที่มักพบว่าจะเกิดร่วมกับการเป็นอัมพาต
ตอบ. ในขณะที่เป็นอัมพฤกษ์ , อัมพาต โรคแทรกซ้อนที่เจอบ่อย ๆ ก็คือ โรคติดเชื้อ คนไข้ที่นอนนาน ๆ ก็อาจจะมีโอกาสเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ หรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ในขณะเดียวกันการที่นอนนาน ๆ ไม่ได้พลิกตัวอย่างถูกต้องก็จะมีโอกาสเกิดแผลกดทับ และมีการติดเชื้อตามมา

ถาม. วิธีการดูแลผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต ผู้ใกล้ชิดจะมีวิธีการดูแลอย่างไรบ้าง
ตอบ. ถ้าคนไข้ช่วยตัวเองได้น้อย ไม่สามารถจะลุกขึ้นมานั่งได้เอง เราก็คงจะต้องช่วยเหลือพอสมควร การช่วยเหลือก็ทำได้ตั้งแต่ การพลิกตัวทุก ๆ 2 ชั่วโมง ฝึกทำกายภาพบำบัดสำหรับญาติ ก็คือ ญาติจะต้องมาเรียนรู้วิธีการทำกายภาพบำบัดจากนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล เพื่อนำกลับไปทำต่อที่บ้านได้ และจะต้องพยายามให้คนไข้ช่วยตนเองให้มากเท่าที่จะทำได้ สมมุติว่า พอจะกินข้าวเองได้ ใช้มือข้างที่ยังดีอยู่ช่วยตัวเองได้ ก็พยายามให้ทำ เพื่อให้คนไข้มีความมั่นใจตัวเองมากขึ้นด้วยว่า ผู้ป่วยยังมีความสามารถอยู่ ไม่ใช่หมดความสามารถแล้ว และเราก็เจอบ่อยว่าคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต จะมีโรคซึมเศร้าตามมาได้มาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ช่วยตนเองได้ ญาติไม่ได้ดูแลใกล้ชิด ก็จะยังมีปัญหานี้ตามมา แทนที่จะฟื้นตัวได้ทั้ง ๆ ที่แข็งแรงขึ้นแล้ว แต่ทางใจไม่แข็งแรง ก็จะแย่ลง

ถาม. ผู้ป่วยที่ไดรับการรักษาอย่างถูกต้องจะสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิมหรือไม่
ตอบ. เรื่องของอัมพาต อัมพฤกษ์ นั้นมีหลายระดับ คนที่เป็นน้อยก็สามารถที่จะกลับมาเดินเป็นได้เหมือนเดิม ส่วนคนที่เป็นมาก อาจจะใช้มือข้างหนึ่งไม่ถนัด อย่างน้อยเป้าหมายของเราฝึกให้เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งมาทดแทนได้ สมมุติว่าเป็นมือขวาอาจจะใช้มือซ้ายตักข้าวเข้าปาก ล้างหน้า แปรงฟันหรือทำกิจกรรมใด ๆ ของตัวเองได้ นั่นคือ เป้าหมายที่ต้องการ เราไม่สามารถทำให้แขนขาที่อ่อนแรงไปแล้ว กลับมาดีได้เหมือนเดิม 100% แต่อย่างน้อยเราก็จะพยายามให้ผู้ป่วยช่วยตนเอง ก็คือใช้สิ่งที่มีอยู่มาชดเชย

ถาม. อันตรายของโรคอัมพาตมีมากน้อยเพียงใด
ตอบ. ถ้าโรคอัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมองนั้น เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก โอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในช่วง 1 เดือนแรกจะมีสูง อาจจะถึง 40% ซึ่งเยอะมาก แต่ถ้าเป็นประเภทของหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โอกาสที่จะเสียชีวิตก็จะน้อยลง แต่ความพิการก็จะมากขึ้น

ถาม. จะป้องกันการเกิดอัมพาตได้อย่างไร
ตอบ. สำหรับเรื่องของอัมพฤกษ์ อัมพาต การป้องกันคือเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะว่าถ้าเป็นแล้ว ก็จะเกิดความพิการหรือเสียชีวิต เพราะฉะนั้น การป้องกัน สามารถทำได้ง่าย ๆ ก็คือ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยที่ยังไม่สูงอายุ การดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้เป็น ก็คือ ต้องค้นหาปัจจัยเสี่ยงว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไม่ ปัจจัยเสี่ยงที่ว่าจะค้นได้อย่างไร บางครั้งไม่มีอาการก็ต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี เช่น วัดความดัน เจาะเลือด เช็คดูเบาหวาน ไขมันในเลือด ถ้าใครที่สูบบุหรี่ต้องงดบุหรี่ ถ้าเจอว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดก็ต้องรีบรักษา ควบคุมให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ถ้าใครรู้ตัวว่าอ้วนจะต้องลดความอ้วน ใครที่ไม่ออกกำลังกาย ก็ต้องออกกำลังกาย ก็จะช่วยได้มาก

ถาม. ข้อแนะนำในช่วงท้ายรายการ
ตอบ. ขอให้ท่านผู้ฟังสนใจตัวเองตั้งแต่วัยที่ยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ และมองหาว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคอัมพฤกษ์ , อัมพาต ดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีก็มีความสำคัญ แม้กระทั่งการไปพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด ถ้าจะให้หมอวัดความดันให้ก็จะเป็นการดี ถ้าบังเอิญพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงก็รีบรักษาก็จะช่วยป้องกันการเกิด อัมพฤกษ์ , อัมพาตได้

Tags : ,

อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง

ก่อนอื่นเลย จะขอทำความเข้าใจตรงนี้ว่า อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ที่เคยได้ยินกันนั้น หมายถึง สภาวะที่มีการอ่อนแรงของแขนและขา ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆในสังคมได้เช่นเดียวกันกับคนปกติ ไม่ใช่แค่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอย่างที่เข้าใจกัน
เนื่องด้วยเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงอัมพาต ก็จะนึกถึงผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจาก การเกิด ?โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก? อันเป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดของการเป็นอัมพาต นอกจากนี้อาการอัมพาตของผู้ป่วยก็ยังกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆของประเทศ ทั้งในเรื่องการดูแล ค่าใช้จ่าย การรักษา เป็นต้น
ดังนั้น จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงควรให้ความสำคัญ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง อันเป็นสาเหตุสำคัญของอัมพาตให้มากขึ้น ดังต่อไปนี้
โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด

2. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก ที่ทำให้มีลิ่มเลือดคั่งในเนื้อสมอง
สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน สมองของเรานั้นเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณมากที่สุดเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เลือดที่ไปเลี้ยงสมองเริ่มต้นจากหัวใจสูบฉีดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ต่อไปยังหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณลำคอ แล้วจึงผ่านเข้าไปในสมอง โดยหลอดเลือดแดงใหญ่ก็จะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็ดลงไปเรื่อยๆ จนเป็นหลอดเลือดแดงฝอยกระจายไปทั่วทั้งเนื้อสมอง
หากลองเปรียบเทียบหลอดเลือดแดงกับท่อประปา จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายประการกล่าวคือเมื่อท่อประปาที่ใช้มาเป็นเวลานานหรือเมื่อเราอายุมากขึ้น ผนังของท่อประปาหรือหลอดเลือดก็จะเริ่มเสียไป ทำให้เกิดการแข็งตัว เปราะแตกง่าย จนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และภายในท่อก็จะมีสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่นเศษหิน เศษดินเล็กๆ มาเกาะที่ผนังด้านใน จนรูของท่อค่อยๆตีบเล็กลงจนท่อตันไปในที่สุด
สิ่งที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันนี้เรียกว่า ?Plague? อันเกิดจากการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาวและไขมันในเลือด ไขมันที่เป็นตัวการสำคัญก็คือ คอเลสเตอรอล เมื่อหลอดเลือดแดงค่อยๆ ตีบลง ปริมาณเลือดที่จะเลี้ยงสมองก็จะลดลง แต่เซลล์สมองจะปรับตัวให้ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่เมื่อการตีบตันเป็นมากขึ้นจนอุดตัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เซลล์สมองที่ขาดเลือดก็จะตายไปในที่สุด ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการอัมพาตขึ้น ในผู้ป่วยบางรายการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองเกิดขึ้นเนื่องจากมีลิ่มเลือดจากหัวใจหรือจากหลอดเลือดแดง Carotid หลุดลอยมาอุดตัน ทำให้สมองเกิดการขาดเลือดอย่างฉับพลัน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอัมพาตได้เช่นกัน
ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก ก็เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งผนังของหลอดเลือดจะเปราะแตกง่าย หากความดันโลหิตสูงขึ้นมากอย่างฉับพลันอาจทำให้หลอดเลือดแดงแตกได้ จะเกิดลิ่มเลือดคั่งในสมอง ก็ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้ การแตกของหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่เป็นมาแต่กำเนิดได้
ลักษณะอาการของโรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เสียหาย อาการที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามการเสียหายของสมองส่วนนั้น อาการมักจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน แต่บางครั้งอาการอาจเกิดขึ้นเป็นๆหายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นในเวลาอันสั้น
อาการที่พบบ่อย เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ ตามัว มองไม่เห็นข้างเดียวหรือมองไม่เห็นครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหรือฉับพลัน ซึมไม่รู้สึกตัว
สำหรับการป้องกันและรักษาต้องบอกว่า หากเกิดอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องด้วยโอกาสรักษาให้หายหรือได้ผลดีจะมีมากกว่า ทั้งนี้ หากสมองขาดเลือดนานเกินไปสมองส่วนนั้นก็จะตาย จนไม่สามารถฟื้นตัวได้
หลักสำคัญของการป้องกันและรักษาก็คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูงเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุราในปริมาณมาก รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดกรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารเค็มและอาหารไขมันสูง ลดความเครียด และตรวจสุขภาพปีละสองครั้ง
มาถึงบรรทัดนี้ การวินิจฉัยทางการแพทย์คงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบกัน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้รุดหน้าไปเร็วมาก การเอ็กซเรย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก็มักจะทำกันด้วยเครื่อง CT Scan เช่นเดียวกันกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ทั้งนี้ จะช่วยทำให้ทราบถึงภาวะการขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมอง ก่อนทำการรักษาต่อไป

Tags : , ,

อัมพฤกษ์ อัมพาต

รับ ดูแล ผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะพักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทาง สายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวนปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิต สูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาตครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์, อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์???? Goldenlife Nursing Home

ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705? 02-583-7709

อัมพฤกษ์ อัมพาต(หรือโรคหลอดเลือดสมอง) เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้โรคอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น

จากการศึกษาของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ปี 2546 พบว่าทุกชั่วโมง คนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 5.3 คน (วันละ 126 คน) ทุก 12 นาที และแนวโน้มของผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นเช่นกัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรและก่อให้เกิดความพิการถาวร ??????????ทำให้เป็นภาระการดูแลรักษาเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียค่าใช้จ่ายของครอบครัว ชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศชาติ ในการดูแลรักษา

ปัจจัยเสี่ยง สาเหตุของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่สำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง????????????? (เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 3-17 เท่า) ภาวะเบาหวาน (เพิ่มความเสี่ยง 3 เท่า) การสูบบุหรี่ (เพิ่มขึ้น 2 เท่า) ไขมันคลอเลสเตอรอล (เพิ่มความเสี่ยง 1.5 เท่า) และในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 ปัจจัย จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ร้อยละ 80 ของโรคหัวใจ อัมพาต และเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 40 ของมะเร็ง สามารถป้องกันได้ด้วยการบริโภคอาหารที่เหมาะสม

มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอและงดบุหรี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ??????????? ที่เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเปลี่ยนจากแบบไทยๆ มาเป็นนิยมแบบตะวันตก ของประชาชน? โดยไม่รู้เท่าทันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้น การดำเนินการป้องกันควบคุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การสื่อสารมีบทบาทที่สำคัญต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการรับรู้ ตระหนักถึงภัยจากความเสี่ยงของโรค แนวปฏิบัติป้องกันควบคุม จนเกิดการตัดสินใจและสนใจเรียนรู้ในการจัดการปรับตัวทั้งตนเองและสิ่งแวดล้อมจากสิ่งที่เคยชิน ชอบ ไม่รู้ว่าเสี่ยง โดยผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อย่างเหมาะสมทั้งสื่อสาธารณะ สื่อองค์กร สื่อบุคคล ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น

การป้องกัน

  • ป้องกันไม่ให้เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันสูง
  • ป้องกันไม่ให้อ้วน น้ำหนักเกิน
  • ควบคุม ป้องกันไม่ให้ ?กินเกิน สบายเกิน เครียดเกิน พิษเกิน ยึดเกิน?
  • ?กิน (แต่พอ) ดี เดินเร็ว หายใจช้า สั่งลาพุง บอกลาควัน?

Tags : , ,