จิตวิทยาผู้สูงอายุ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home ติดต่อ : http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705 02-583-7709

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.รวิวรรณ นิวาตพันธุ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์มากมาย
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สังคม และจิตใจ
สรุปได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

อวัยวะทุกระบบมีการเปลี่ยนแปลง เช่น กระดูกเปราะ ฟันหัก

                                                                                           ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ช้าลง ความจำไม่ดี โรคภัยต่างๆ เช่น
ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคกระเพาะ ฯลฯ 

2.การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

เป็นระยะที่กำลังจะออกจากสังคม ใกล้เกษียณอายุ

หรือออกจากสังคมเนื่องจากยอมรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย
สังคมจะเหลือแต่ญาติ เพื่อนสนิท หรือศาสนา วัด โบสถ์ เท่านั้น

3.การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ

จากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่ายกาย เช่นเสียบุคคลที่รักไป

ทำให้เกิดความว้าเหว่ รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไร้ความหมาย
 ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ทำให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า

การสูญเสียปัจจัยทางสังคม ได้แก่ การสูญเสียบทบาท

การปลดเกษียณจากการทำงานทั้งๆ ที่ผู้สูงอายุบางคนยังมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง
พอจะทำงานได้ ทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสียอำนาจ
ความรู้สึกความมีค่าของตนเองลดลง สูญเสียรายได้
ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ถูกทอดทิ้ง

การจัดการของผู้สูงอายุที่จะดำรงชีวิตในบั้นปลาย

อย่างมีคุณภาพขึ้นกับสิ่งต่อไปนี้

1.การจัดการเกี่ยวกับความเครียดทางร่างกายและอารมณ์ของผู้สูงอายุ

2.ความพยายามที่จะควบคุมชีวิตของตนเอง 

3.ยังคงติดต่อคบหากับครอบครัวและเพื่อนฝูง

4.มองว่าชีวิตยังมีความหมาย คงไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง

สามารถที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวของตัวเอง

ผลของความเจ็บป่วยจะปรับตัวได้ดีหรือไม่ขึ้นกับ

1.ภาวะสุขภาพ

2.การเสื่อมของ cognition

3.การได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้าง

4.มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย

5.โอกาสต่างๆ ในการดูแลรักษาโรค

เช่น การทำกายภาพบำบัด การดูแลรักษาที่ถูกวิธี

คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุปฏิบัติตน

หลัก 12 ประการ เพื่อการมีสุขภาพของผู้สูงอายุ

1.มองโลกในแง่ดี จะทำให้จิตใจสดใส ปล่อยวาง อารมณ์ดี

2.ใช้เวลาว่างทำประโยชน์เท่าที่จะทำได้

3.ควรหาโอกาสพบปะสังสรรค์กับญาติมิตร เพื่อนบ้าน

4.ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำปีละครั้งเป็นอย่างน้อย

เมื่อเจ็บป่วยต้องไปพบแพทย์

5.ดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก ฟัน และเหงือกอยู่เสมอ

6.ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่

ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

7.ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว

8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และให้เหมาะกับสภาพร่างกาย

9.การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศดีถ่ายเทสะดวก

10.งดหรือลดสิ่งเสพติดที่บั่นทอนสุขภาพ

11.ฝึกการขับถ่ายป้องกันไม่ให้ท้องผูก

โดยรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้

12.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ประมาณวันละ 6-8 ชั่งโมง 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : www.thailearning.info

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home ติดต่อ : http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705 02-583-7709

แผลกดทับเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีปัญหา เรื่องการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังที่ถูกกดทับได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นรอยแดงและมีการแตกทำลายของผิวหนัง ถ้าไม่ได้รับการป้องกันดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะส่งผลให้เกิดแผลกดทับตาม มาได้ ซึ่งการเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน จากการรักษาที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับเกิดได้จาก 2 ปัจจัยคือ

1. ปัจจัยภายใน

  • สภาพอายุที่มากขึ้นชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย
  • ผู้ป่วยที่บกพร่องในการเคลื่อนย้าย เช่นผู้ป่วยอัมพาต
  • ผู้ป่วยอ้วนเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี
  • ผู้ป่วยผอมทำให้เกิดแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมากขึ้น
  • การขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน
  • ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น

2. ปัจจัยภายนอก

  • แรงกดจะขัดขวางออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงโดยเฉพาะ บริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น
  • แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือน เป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป
  • แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอกเกิดการ ถลอกของผิวหนัง เช่นการเลื่อนผู้ป่วย โดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล
  • ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย

การป้องกันและการดูแลแผลกดทับ

การจัดท่านอน

  • ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาทีอาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สลับกันไป
  • การนอนตะแคง ควรจัดให้นอนตะแคง กึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพก ทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูก และใบหู
  • การนอนหงาย ควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และรองใต้น่องและขาเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน
  • การจัดท่านอนศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา
  • กรณีที่นั่งรถเข็น ควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที

การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด

  • อุปกรณ์ลดแรงกดอยู่กับที่ เช่น ที่นอนที่ทำจาก เจล โฟม ลม น้ำ หมอน เป็นต้น
  • อุปกรณ์ลดแรงกดสลับไปมา เช่น ที่นอนลม ไฟฟ้า

การดูแลผิวหนัง

  • ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง / วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง
  • ผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้ง ที่มีการขับถ่าย และซับให้แห้งอย่างเบามือ
  • ทาวาสลีน หรือ Zinc paste ให้หนาบริเวณผิวหนังรอบๆทวารหนัก แก้มก้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันผิวหนังเปียกชื้น
  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยการออกกำลังกาย
  • ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทก ของมีคม เป็นต้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น
  • หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูกโดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อย หรืออ่อนแรง
  • ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน
  • จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง
  • ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง
  • ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูกเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้ และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้

การเคลื่อนย้าย

  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยควรใช้แรงยกไม่ควรใช้วิธีลาก ไม่ควรเคลื่อนย้ายตามลำพังถ้าผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  • ขณะเคลื่อนย้ายโดยการใช้รถเข็น ควรสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกครั้ง และรัดสายรัดกันเท้าตกเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้าย
  • ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไม่ควรอยู่ในท่านั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง

ภาวะโภชนาการ

  • ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร
  • ควรเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อส่งเสริมการหายของแผล เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด มีผลต่อการหายของแผล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ
  • วิตามินเอได้แก่ นม ไข่ ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • สังกะสี เช่น หอยแมลงภู่ เมล็ดทานตะวัน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน

ระดับแผลกดทับและการดูแลแผล

ระดับ 1 ผิวหนังไม่มีการฉีกขาด แต่เป็นรอยแดงกดบริเวณรอยแดงไม่จางหายภายใน 30 นาที ดูแลโดยมีการป้องกันแรงเสียดทานแรงกดทับโดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับ เช่น หมอน เจลโฟม ที่นอนลม, เปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง ทาโลชั่นหรือครีมในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว

ระดับ 2 ผิวหนังส่วนบนหลุดออก ฉีกขาดเป็นแผลตื้น มีรอยแดงบริเวณเนื้อเยื่อ รอบๆ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีสิ่งขับหลั่งจากแผลปริมาณเล็กน้อย หรือปานกลาง ดูแลเหมือนระดับที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้มีแผลเพิ่ม เช็ดรอบๆแผลด้วย Alcohol 70 % และใช้silver sulfa diazine ปิดด้วยผ้าก็อส ใช้วาสลีนทาผิวหนังรอบแผลเพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้เกิดการเปียกแฉะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยา Povidine เช็ดแผล

ระดับ 3 มีการทำลายผิวหนังถึงชั้นไขมัน มีรอยแผลลึกเป็นหลุมโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก อาจมีกลิ่นเหม็น

ระดับ 4 มีการทำลายถึงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก แผลเป็นโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก มีกลิ่นเหม็น

แผลกดทับระดับที่ 3, 4 ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการ การเลือกใช้วัสดุในการใส่
แผลให้ถูกต้องเหมาะสมในแผลแต่ละชนิด



(KCI’s Pressure Ulcer Assessment Tool, 2002)

สรุป

++++++การ ป้องกันแผลกดทับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดแผล ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ รวมทั้งเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นการดูแลที่เหมาะสมตามระดับของแผล ป้องกันไม่ให้แผลลุกลามมากขึ้นการลดแรงกดที่เหมาะสมรวมทั้งการดูแลเพื่อลด ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะทำให้การหายของแผล เป็นไปได้อย่างดี

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : http://pni.go.th/stroke/?p=69

Tags :

ผู้สูงอายุกับระบบการหายใจ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

ผู้สูงอายุกับระบบการหายใจ

รศ.นพ.ประเสริฐ  อัสสันตชัย

ทรวงอก กระดูก สันหลังที่เป็นแกนหลักของทรวงอกบางลงจากภาวะกระดูกพรุน ซึ่งพบได้เสมอในผู้สูงอายุ ทำให้กระดูกสันหลังคดงอ ขณะเดียวกันกระดูกซี่โครงยุบห่อตัวเข้าหากัน ทำให้การยืดขยายของทรวงอกขณะที่มีการหายใจเข้าไม่เต็มที่เท่าที่ควร จึงต้องอาศัยกระบังลมและกล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยในการหายใจเพิ่มจากกล้าม เนื้อหน้าอก เมื่อผู้สูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง จึงเกิดภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจหลังผ่าตัดได้ง่าย ขณะเดียวกันการหายใจออก ซึ่งต้องอาศัยการดีดตัวกลับของเนื้อเยื่อ elastin ในปอดที่เสื่อมลง ทำให้มีอากาศหลงเหลืออยู่ในปอดมากกว่าปกติ  ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซอ๊อกซิเจนระหว่างอากาศที่หายใจเข้ากับเลือดที่ไหล เวียนมารับอ๊อกซิเจนที่ปอดด้อยประสิทธิภาพลง ระดับออกซิเจนในเลือดแดงจึงลดต่ำกว่าคนวัยหนุ่มสาว

หลอดลม ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นในผู้ที่สูบบุหรี่เรื้อรัง

เนื้อปอด จะสูญเสียความยืดหยุ่น เมื่อร่วมกับสภาวะที่ทรวงอกขยายตัวไม่ได้เต็มที่ ทำให้การไหลเวียนของก๊าซในปอดไม่ดีเท่าที่ควร เกิดการคั่งของก๊าซในปอด ส่วนที่ไม่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นผนังที่เป็นทางผ่านของการแลกเปลี่ยนก๊าซทั้ง 2 หนาตัวขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุทนต่อสภาวะที่ต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นไม่ได้ดีเท่าที่ควร เช่น ขณะออกกำลังกาย

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : http://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/Thaiweb/chest.htm

Tags : ,

ความเครียด คือ อะไร

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

ความเครียด คือ อะไร

ความเครียด หรือ Stress ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า “Stringers” ความเครียด คือ สภาวะจิตใจที่ขาดความอดทน อดกลั้น และเต็มไปด้วยความคิดที่ไร้ประโยชน์ อันเนื่องมาจากความกดดันจากภาระหน้าที่การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง รวมทั้งความไม่ถูกต้อง ความก้าวร้าวรุนแรง และสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ เป็นต้น สรุปได้ว่า “ความเครียด” เป็นการตอบสนองต่อสิ่งที่คุกคามหรือกดดัน ซึ่งแบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ คือ

1. องค์ประกอบด้านร่างกาย (Physiological Stress) เช่น เหงื่อแตก หายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อเกร็ง ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปากแห้ง อึดอัดในท้อง กระเพาะอาหารปั่นป่วน เป็นต้น

2. องค์ประกอบด้านจิตใจ (Psychological Stress) แบ่งออกเป็น

- ด้านพฤติกรรม เช่น ปากสั่น มือสั่น เสียงสั่น พูดเร็ว เดินตัวเกร็ง นอนไม่หลับ ฯลฯ

- ด้านความคิด เช่น คิดอะไรไม่ออก ไม่มีสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้

- ด้านอารมณ์ เช่น อารมณ์กลัว วิตกกังวล เศร้า โกรธ คับข้องใจ เป็นต้น

ความเครียดสามารถเกิดได้ทุก แห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้ง ผลดีและผลเสีย

ชนิดของความเครียด

1.Acute stress คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันที เหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ ปกติ ตัวอย่างความเครียด

  • เสียง
  • อากาศเย็นหรือร้อน
  • ชุมชนที่คนมากๆ
  • ความกลัว
  • ตกใจ
  • หิวข้าว
  • อันตราย

2. Chronic stress หรือ ความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบ สนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่าง

  • ความเครียดเรื้อรัง
  • ความเครียดที่ทำงาน
  • ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • ความเครียดของแม่บ้าน
  • ความเหงา

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด

เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดันหรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ

Tags : ,

ผู้สูงอายุกับอัมพาต

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

ผู้สูงอายุกับอัมพาต

อัมพาตคืออะไร

ในปัจจุบันที่คนเรามีอายุยืนขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น การที่เรามีการดูแลสุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย

อย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอและการรับประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นต้นในทางตรงกันข้าม ถ้าเราละเลยสิ่งเหล่านี้
เช่น นอนดึก สูบบุหรี่จัด  ดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำทำให้เกิดเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆได้  เช่น  เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคตับและในบรรดาโรคต่างๆเหล่านี้  โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคหนึ่งที่ไม่เพียงมีผลต่อผู้ป่วยเอง แต่ยังมีผลกระทบ
อย่างมากต่อญาติของผู้ป่วยด้วย ทั้งในแง่เวลา  ค่ารักษาพยาบาล และการขาดรายได้ของญาติที่ต้องคอยพาผู้ป่วยมาหาแพทย์
ดังนั้นโรคอัมพาตจึงมีผลกระทบอย่างมาก ต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

อัมพาต(Stroke) เป็นคำที่ใช้เรียกอาการอ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย หรือครึ่งท่อนล่างของร่างกาย ที่มีสาเหตุจากโรค
หลอดเลือดสมอง หรือ ไขสันหลัง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรือแตกก็ได้

องค์การอนามัยโลก(World Health Organization;WHO)ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “เป็นอาการที่เกิดอย่างปัจจุบันทันทีต่อการทำงานของสมองบางส่วน หรือทั้งหมด โดยที่อาการนั้นเป็นอยู่นานเกิน 24ชม. หรือทำให้สูญเสียชีวิต ซึ่งมีสาเหตุมาจาก โรคของหลอดเลือดเท่านั้น”

คำว่า “อัมพาต” เรามักจะหมายถึงอาการอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย

ส่วนคำว่า “อัมพฤกษ์” เราหมายถึงอาการอ่อนแรงที่ผู้ป่วยยังพอขยับร่างกายส่วนนั้นได้บ้าง โดยทั่วไป เรามักจะนึกว่า
อัมพาต อัมพฤกษ์  จะต้องมีอาการอ่อนแรงเสมอ  แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การที่มีอาการชา  หรือมีความรู้สึกลดน้อยลงครึ่งซีก
ทั้งในแง่การรับรู้สัมผัส ความเจ็บปวด  ความรู้สึกร้อนหรือเย็น  ที่ลดลงก็เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ทั้งสิ้น
อาการจะต้องเกิดในทันทีทันใด เช่น ตื่นนอนเช้า ขณะกำลังทำงาน หรือ กำลังทำกิจวัตรต่างๆ แล้วมีอาการชา หรืออ่อนแรง
ในบางคนอาจจะมีอาการเตือนมาก่อน เช่น มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ตาข้างหนึ่งข้างใดมองไม่เห็นชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่เป็นนาที
หรือเป็น ชม. แล้วอาการดีขึ้นเป็นปกติ ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการเตือนแล้วรีบมาพบแพทย์ก็จะมีประโยชน์ในแง่ของ การป้องกัน
การเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ได้


อัมพาตพบในผู้สูงอายุบ่อยแค่ไหน
จากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า อัมพาตจะพบมากขึ้นตามอายุทั้งเพศชายและหญิง เช่น

อายุ 45-54ปี  พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 1000ราย

อายุ 56-64ปี   พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 100 ราย

อายุ 75-84 ปี   พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 50ราย

อายุ มากกว่า 85 ปี พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 30 ราย

  • นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ชาย มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง ในช่วงอายุ 45-64 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 65 ปีแล้ว
    โอกาสในการเกิดอัมพาต จะค่อนข้างเท่ากัน

จากการศึกษาพบว่า ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เบาหวาน สูบบุหรี่

อะไรเป็นสาเหตุของอัมพาตการดื่มแอลกอฮอล ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด อัมพาตทั้งสิ้น เช่น

ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนที่ไม่เป็นประมาณ 2-4 เท่า ผู้ที่มี โรคหลอดเลือดหัวใจ มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนไม่เป็นประมาณ 1-3 เท่า
  • เป็นต้น ดังนั้น การควบคุม ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
    • ดังได้กล่าวมาแล้ว การควบคุมปัจจัยเสี่ยงล้วนสามารถป้องกันการเกิดอัมพาตได้ การป้องกันในระยะที่ยังไม่มีอัมพาต

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันอัมพาตได้เป็นสิ่งที่แพทย์ สามารถให้คำแนะนำได้

ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45ปี ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่จัด  มีประวัติเบาหวานในครอบครัว จำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต เอ็กซเรย์ปอด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือดหาระดับน้ำตาล ไขมัน ตลอดจนการตรวจหาเชื้อ ซิฟิลิสในเลือด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • จะเป็นการทำให้เราทราบว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เมื่อพบว่ามีโรคเหล่านี้ตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้การควบคุมและป้องกัน
    ผลแทรกซ้อนของโรคสามารถทำได้ง่าย
    สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีโรคอัมพาตอยู่แล้ว และกำลังรักษาอยู่ สิ่งที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้อาการนั้นดีขึ้น
    และป้องกันไม่ให้เกิดอัมพาตซ้ำ การควบคุมอาหาร เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น

    ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน ควรควบคุม อาหารรสหวานทุกชนิด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ผลไม้รสหวานทุกชนิด
    อาหารจำพวกแป้ง เช่นข้าว ขนมปัง เป็นต้น  แนะนำให้รับประทานผลไม้จำพวกส้ม หรือมะละกอ

    ส่วนผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ถ้ามีไขมัน คลอเรสเตอรอลสูง ควรงดอาหารจำพวก ไข่แดง  ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่ ปลาหมึก
    หอยนางรม กุ้ง เป็นต้น

    แต่ถ้ามีไขมัน ไตรกรีเซอไรด์สูง ควรงดอาหารจำพวกแป้งดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ควรรับประทานยาและออกกำลังกาย
    อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหมั่นไปพบแพทย์ เป็นระยะๆ จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น และยังป้องกันไม่ให้อัมพาตซ้ำ

  • ผลที่เกิดกับผู้ป่วยอัมพาต
    ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตในระยะแรกพบว่าจะมีอาการเลวลงได้ถึง 30% ถ้ามีโรคแทรกซ้อน เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ปอดบวม
    หรือชัก ก็ยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นไปอีก ในช่วงเดือนแรก หลังเกิดอาการพบว่ามีอัตราตายถึง 25% และใน 1 ปีมีอัตรา
    ตายถึง 40%   โอกาสที่จะเป็นอัมพาตซ้ำในระยะ 1 เดือนแรกหลังเกิดอัมพาตพบได้ถึง 3-5 %  และ 10% ใน 1 ปี
    เมื่อเราติดตามผู้ป่วยเหล่านี้ต่อไปจะพบว่า ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำงานได้ถึง 50% ซึ่งในจำนวนนี้ มีถึง 25%
    ที่ต้องอยู่ในสถานพยาบาลเป็นเวลานาน นอกจากนี้ 30 %ของผู้ป่วยจะเกิดโรคสมองเสื่อมตามมา สรุป
    จะเห็นได้ว่า โรคอัมพาตเป็นโรคที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งในแง่ของตัวผู้ป่วยเอง ญาติพี่น้องที่จะต้องดูแลช่วยเหลือทำให้
    มีผลกระทบต่อเศรษกิจในครอบครัวและส่วนรวม การป้องกันโรคอัมพาต สามารถทำได้ โดยการคอยตรวจสุขภาพ
    ร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยเราสามารถมี ชีวิตที่มีความสุขช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว

    โดย นพ.สามารถ นิธินันท์ อายุรแพทย์

Tags : ,

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ(CPR)

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary resuscitation : CPR)

”"

หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก

ภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น
ภาวะหยุดหายใจ (respiratory arrest) และภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) – เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียน เลือด ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้
สาเหตุของการหยุดหายใจ

  1. ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การแขวนคอ การถูกบีบรัดคอ การรัดคอ เป็นต้น ในเด็กเล็กสาเหตุจากการหยุดหายใจที่พบได้มากที่สุดคือ การสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เมล็ดถั่ว เป็นต้น
  2. มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ
  3. การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด
  4. การจมน้ำ
  5. การบาดเจ็บที่ทรวงอก ทำให้ทางเดินหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ
  6. โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต
  7. การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ต่อยบริเวณคอ หน้า ทำให้มีการบวมของเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจและหลอดลมมีการหดเกร็ง
  8. การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต ฯลฯ
  9. โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน
  10. มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ

สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น

  1. หัวใจวายจากโรคหัวใจ จากการออกกำลังกายมากเกินปกติ หรือตกใจหรือเสียใจกระทันหัน
  2. มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ
  3. ทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  4. การได้รับยาเกินขนาดหรือการแพ้

ข้อบ่งชี้ในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ

  1. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร
  2. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุด เต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด biological death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน

ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรทำภายใน 4 นาที

ลำดับขั้นในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นพื้นฐานประกอบด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่สำคัญ คือ A B C ซึ่งต้องทำตามลำดับคือ

  1. A – Airway : การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
  2. B – Breathing : การช่วยให้หายใจ
  3. C – Circulation : การนวดหัวใจเพื่อช่วยให้เกิดเลือดไหลเวียนอีกครั้ง

”"

1. A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติการขั้นแรก ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเนื่องจากโคนลิ้นและกล่องเสียงมีการตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ ป่วยที่หมดสติ ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการดัดคางขึ้นร่วมกับการกดหน้าผากให้หน้าแหงนเรียกว่า “head tilt chin lift”

”"
ภาพที่ 2 ทางเดินหายใจที่เปิดและปิด

”"

ภาพที่ 3 head tilt chin lift
ในกรณีที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก หรือในรายที่สงสัย ควรใช้วิธี “jaw thrust maneuver” โดยการดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปข้างบน ผู้ช่วยเหลืออยู่เหนือศีรษะผู้ป่วย
”"
ภาพที่ 4 jaw thrust maneuver

2. B : Breathing คือ การช่วยหายใจ เนื่องจากการหายใจหยุด ร่างกายจะมีออกซิเจนคงอยู่ในปอดและกระแสเลือด แต่ไม่มีสำรองไว้ใช้ดังนั้น เมื่อหยุดหายใจ จึงต้องช่วยหายใจ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดผู้ป่วยได้ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17 % ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี คือ ด้วยการเป่าปาก (mouth to mouth) เป่าจมูก (mouth to nose) และวิธีการกดหลังยกแขนของโฮลเกอร์ – นิลสัน (back pressure arm lift or Holger – Nielson method) ทำได้ดังนี้
2.1 กรณีเป่าปาก บีบจมูกของผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง หายใจ เข้าเต็มที่แล้วประกบปากให้แนบสนิทกับปากของผู้ป่วย แล้วเป่าลมหายใจเข้าไปในปอดให้เต็มที่

”"
ภาพที่ 5 การผายปอดด้วยวิธี Mouth to Mouth
2.2 กรณีเป่าจมูก ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็ก ต้องปิดปากของผู้ป่วยก่อน และเป่าลมหายใจเข้าทางจมูกแทน
”"

ภาพที่ 6 การผายปอดด้วยวิธี Mouth to Nose
ขณะที่เป่าให้เหลือบมองยอดอกของผู้รับบริการด้วยว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ การเป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือผ่านทางปากหรือจมูก จะต้องทำอย่างช้าๆ ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้ ผายปอด 2 ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที (แต่ละครั้งได้ออกซิเจน 16 %) อัตราเร็วในการเป่า คือ 12 -15 ครั้ง / นาที ใกล้เคียงกับการหายใจปกติ

3. C : Circulation คือการนวดหัวใจภายนอก ทำในรายที่ประเมินภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยการจับชีพที่ carotid artery แล้วไม่พบว่ามีการเต้นของชีพจร ก็จะช่วยให้มีการไหลเวียนของเลือดโดยการกดนวดหัวใจภายนอก (cardiac massage) โดยมีหลักการคือ กดให้กระดูกหน้าอก (sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอัน ถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ
วิธีนวดหัวใจ
1. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ บนพื้นแข็ง ถ้าพื้นอ่อนนุ่มให้สอดไม้กระดานแข็งใต้ลำตัว
2. วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึง ปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก
3. ผู้ช่วยเหลือยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสองและลงไปสู่กระดูกหน้าอก ในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วยในผู้ใหญ่และเด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 1.5 – 2 นิ้ว ให้กดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก
4. ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย
5. การกดนวดหัวใจจะนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล

”"”"”"”"

ภาพที่ 9 แสดงการวัดตำแหน่ง และการกดนวดหัวใจภายนอก

การปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น
1. เมื่อพบคนนอนอยู่ คล้ายหมดสติ ต้องลองตรวจดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเรียกและเขย่าตัว เขย่าหรือตบที่ไหล่ ถ้าหมดสติจะไม่มีการโต้ตอบ หรือมีเสียงคราง หรือมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย

”"

ภาพที่ 10 ตรวจสอบการหมดสติ
2. ประเมินการหายใจโดยการทำ look listen and feel
- look คือ ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่
- listen คือ ฟังเสียงลมหายใจ โดยเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่
- feel คือ สัมผัส โดยการใช้แก้มของผู้ช่วยเหลือสัมผัสกับความรู้สึกว่ามีลมหายใจที่ผ่านออกจาก ปากหรือจมูก อาจใช้สำลีหรือวัสดุบางเบาจ่อบริเวณจมูก

”"

ภาพที่ 11 แสดงการทำ look listen and feel
3. ถ้าพบว่าไม่หายใจให้เรียกขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พร้อมทั้งจัดท่านอนหงายราบบนพื้นแข็ง เริ่มขั้นตอนการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ
ขั้นตอนที่ 1 Airway โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยวิธี head tilt chin lift หรือ jaw thrust maneuver (ถ้ามีการหักของกระดูกสันหลังส่วนคอ) – ดูภาพที่ 3 และ 4 ในหัวข้อ Airway
4. ทดสอบการหายใจโดยการทำ look listen and feel อีกครั้งหนึ่งถ้ายังไม่หายใจ ให้ทำขั้นตอนต่อไปคือ
ขั้นตอนที่ 2 Breathing คือ เป่าลมหายใจ 2 ครั้ง – ดูภาพที่ 5 และ 6 ในหัวข้อ Breathing
5. ทดสอบว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ด้วยการจับชีพจร ถ้าไม่มีการเต้นของหัวใจ เป่าปากอีก 2 ครั้ง แล้วทำ cardiac massage ด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที โดยการนับ 1 และ2 และ 3 และ………จนถึง 30 ครั้ง – ดูภาพที่ 9 ในหัวข้อ Circulation
6. ทำสลับกันอย่างนี้ ไปจนครบ 4 รอบ (1 นาที) จึงประเมินการหายใจและการเต้นของชีพจร และประเมินอีก ทุก 1 นาที
7. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมาช่วยอีก ให้แบ่งการทำหน้าที่กัน เช่น ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ผายปอด ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 กดนวดหัวใจ ถ้าผู้ช่วยเหลือแต่ละคนอาจเหนื่อยและต้องการเปลี่ยนหน้าที่กัน โดยการตะโกนว่า “เปลี่ยน” ก็จะสลับหน้าที่กัน

”"

ภาพที่ 12 การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ 2 คน
8. ให้ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีบุคลากรนำ อุปกรณ์มาช่วยเหลือเพิ่มเติม และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

———————————————–
การจัดท่าผู้ป่วยหลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ

หลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งผู้ป่วยมีชีพจรและหายใจได้เองแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หรือพบผู้ป่วยหมดสติ แต่ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ ควรจัดให้อยู่ในท่าพักฟื้น (recovery position) ซึ่งท่านี้จะช่วยป้องกันลิ้นตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกจากปากได้ ทำให้ปลอดภัยจากการสูดสำลัก การจัดท่าทำได้ดังนี้
1. นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ผู้ป่วย ทำ head tilt chin lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอและหงายมือขึ้นดังภาพ

”"

ภาพที่ 18 การจับแขนด้านใกล้ตัว
2. จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง

”"

ภาพที่ 19 การจับแขนด้านไกลตัว
3. ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้ ดึงพลิกตัวผู้ป่วยให้เข่างอข้ามตัวมาด้านที่ผู้ปฏิบัติอยู่ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าตะแคง

”"

ภาพที่ 20 การจับดึงให้พลิกตัว
4. จับศีรษะแหงนเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย
อันตรายของการทำ CPR ไม่ถูกวิธี
1. วางมือผิดตำแหน่ง ทำให้ซี่โครงหัก , xiphoid หัก , กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดถึงตายได้
2. การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป ถอนแรงหลังกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดไปถึงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้น้อย ทำให้ขาดออกซิเจน
3. การกดแรงและเร็วมากเกินไป ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้น ลงอย่างรวดเร็ว หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหัก
4. การกดหน้าอกลึกเกินไป ทำให้หัวใจชอกช้ำได้
5. การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่ เป่าลมมากเกินไป ทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร เกิดท้องอืด อาเจียน ลมเข้าปอดไม่สะดวก ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีอาการอาเจียนเกิดขึ้นก่อน หรือ ระหว่างการทำ CPR ต้องล้วงเอาเศษอาหารออกก่อน มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ การอุดตันของทางเดินหายใจ (airway obstruction) การช่วยหายใจไม่ได้ผล เกิดการขาดออกซิเจน ถ้ามีอาการท้องอืดขึ้น ระหว่างการทำ CPR ให้จัดท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่ และช่วยการหายใจด้วยปริมาณลมที่ไม่มากเกินไป

Tags : ,

ปฐมพยาบาลผู้โดนไฟดูด

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ประสบอันตรายจากไฟฟ้าต้องรู้จักวิธีที่ถูกต้องในการช่วยเหลือดังนี้
1.อย่า ใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ที่ติดอยู่กับกระแสไฟฟ้า หรือตัวนำที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกกระแสไฟฟ้าจนได้รับอันตรายไปด้วยอีกผู้หนึ่ง
2.รีบหาทางตัดกระแสไฟฟ้าโดยฉับไว จะด้วยการถอดปลั๊กหรืออ้าสวิตซ์ออกก็ได้
3.ใช้วัตถุทไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกที่แห้ง สายยาง หรือพลาสติกที่แห้งสนิท ถุงมือยาง หรือผ้าแห้งพันมือให้หนา แล้วถึงผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็ว เขี่ยสายไฟให้หลุดออกจากตัวผู้ประสบอันตราย
4.หากเป็นสายไฟฟ้าแรงสูงให้พยายามหลีกเหลี่ยง แล้วรีบแจ้งการไฟฟ้านครหลวงให้เร็วที่สุด (ดูข้อควรระวังจากสายไฟฟ้าแรงสูงขาด)
5.อย่าลงไปในน้ำกรณีที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่มีน้ำขัง ต้องหาทางเขี่ยสายไฟฟ้าออกให้พ้นหรือตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จึงค่อยไปช่วยผู้ประสบอันตราย
การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดังที่กล่าวมาแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย

การปฐมพยาบาล

เมื่อได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายมาได้แล้วจะด้วยวิธีใดก็ตาม หากปรากฏว่าผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยออกมานั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ ซึ่งสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ คือ ริมฝีปากเขียว สีหน้าซีดเขียวคล้ำ ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว ชีพจรบริเวณคอเต้นช้าและเบามาก ถ้าหัวใจหยุดเต้นจะคลำชีพจรไม่พบ ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลง หมดสติไม่รู้สึกตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน โดยวิธีการผายปอดด้วยการให้ลมทางปาก หรือที่เรียกว่า “เป่าปาก” ร่วมกับการนวดหัวใจก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์

การผายปอดโดยวิธีให้ลมทางปาก

1. ให้ผู้ป่วยนอนราบ จัดท่าที่เหมาะสมเพื่อเปิดทางอากาศเข้าสู่ปอด โดยผู้ปฐมพยาบาลอยู่ทางด้านข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณศีรษะของผู้ป่วย ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งดันหน้าผากไปทางหลัง เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุดปิดทางเดินหายใจ แต่ต้องระวังไม่ให้นิ้วมือที่ดึงคางนั้นกดลึกลงไปในส่วนเนื้อใต้คาง เพราะจะทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ๆ สำหรับเด็กแรกเกิดไม่ควรนอนหงายคอมากเกินไป เพราะแทนที่จะเปิดทางเดินหายใจ อาจจะทำให้หลอดลมแฟบ และอุดตันทางเดินหายใจได้
2. สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในปากจนปากอ้า ล้วงสิ่งของในปากที่จะขวางทางเดินหายใจออกให้หมด เช่น ฟันปลอม เศษอาหาร เป็นต้น
3. ผู้ปฐมพยาบาลอ้าปากให้กว้าง หายใจเข้าเต็มที่ มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่นสนิท ในขณะที่มืออีกข้างยังคงดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า แล้วจึงประกบปิดปากผู้ป่วยพร้อมเป่าลมเข้าไป ทำในลักษณะนี้เป็นจังหวะ 12-15 ครั้ง ต่อนาที
4. ขณะทำการเป่าปาก ตาต้องเหลือบดูด้วยว่าหน้าอกผู้ป่วยมีการขยายขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลงอาจเป็นเพราะท่านอนไม่ดีหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ
ในรายที่ผู้ป่วยอ้าปากไม่ได้ หรือด้วยสาเหตุใดที่ไม่สามารถเป่าปากได้ ให้เป่าลมเข้าทางจมูกแทน โดยใช้วิธีปฏิบัติทำนองเดียวกับการเป่าปาก
ในรายเด็กแรกเกิด หรือเด็กเล็กใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากและจมูกไปพร้อมกัน

การให้โลหิตไหลเวียนโดยวิธีนวดหัวใจ
เมื่อพบว่าหัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นโดยทราบได้จากการฟังเสียงหัวใจเต้น และการจับชีพจรดูการเต้นของหลอดเลือดแดงที่คอ ที่ขาหนีบ ที่ข้อพับแขน หรือที่ข้อมือต้องรีบทำการช่วยให้หัวใจกลับเต้นทันที การนวดหัวใจดังวิธีการต่อไปนี้
1.ให้ ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นแข็ง ๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้ป่วย ผู้ปฐมพยาบาล หรือผู้ปฏิบัติคุกเข่าลงข้างขวาหรือขางซ้ายบริเวณหน้าอกผู้ป่วย คลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำหากระดูกอก หากคุกเข่าข้างซ้ายใช้มือซ้าย)
2.วาง นิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องใน การนวดหัวใจต่อไป
3.วางมืออีกข้างทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วเหยียดนิ้วมือตรงแล้วเกี่ยวนิ้วมือ 2 ข้างเข้าด้วยกัน แล้วเหยียดแขนตรงโน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้ป่วย ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนขณะกดกับหน้าอกผู้ป่วย ให้กระดูกลดระดับลง 1.5 – 2 นิ้ว เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นโดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนไปจากจุดที่กำหนด ขณะกดหน้าอกนวดหัวใจห้ามใช้นิ้วมือกดลงบนกระดูกซี่โครงผู้ป่วย
4.เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่ และจังหวะการสูบฉีดเลือด ออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการ ใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กดดังนี้ หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า …. โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลข และปล่อยตอนคำว่าและสลับกันไป ให้ได้อัตราการกดประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาที
5.ถ้าผู้ปฏิบัติมีคนเดียว ให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง ทำสลับกันเช่นนี้จนครบ 4 รอบ แล้วให้ตรวจชีพจร และการหายใจ หากคลำชีพจรต้องนวดหัวใจต่อ แต่ถ้าคลำชีพจรได้และยังไม่หายใจ ต้องเป่าปาต่อไปอย่างเดียว
6.ถ้ามีผู้ปฏิบัติ 2 คน ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง โดยขณะที่เป่าปากอีกคนหนึ่งต้องหยุดนวดหัวใจ
7.ในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อน การนวดหัวใจใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราเร็ว 100 – 120 ครั้งต่อนาที โดยใช้นิ้วมือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด


ในการนวดหัวใจตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องทำอย่างระมัดระวังและถูกวิธี ถ้าทำไม่ถูกวิธีหรือรุนแรงอาจเกิดอันตรายได้ เช่น กระดูกซี่โครงหัก ตับและม้ามแตกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจและการนวดหัวใจเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดนี้ต้องทำให้สัมพันธ์กัน แต่อย่าทำพร้อมกันในขณะเดียวกัน เพราะจะไม่ได้ผลทั้งสองอย่าง
เมื่อ ช่วยหายใจและนวดหัวใจอย่างได้ผลแล้ว 1 – 2 นาที ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นได้เองอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สีผิว การหายใจ และความรู้สึกตัวดีขึ้นหรือไม่ ม่านตาหดเล็กลงหรือไม่ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว แสดงว่าการปฐมพยาบาลได้ผล แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรเลิกช่วยเหลือจนกว่าจะส่งผู้ป่วยให้อยู่ในความดูแลของ แพทย์แล้ว

Tags : ,

การฝึกจิตสำหรับผู้สูงอายุ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

การฝึกจิตในชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุ

นพ. แพทย์พงษ์  วรพงศ์พิเชษฐ

น.ส. นภัส  แก้ววิเชียร

“จิต” ที่ดีมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิต พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความสำคัญของการฝึกอบรมจิตปรากฏในพระไตรปิกฏ ในส่วนอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ว่า

“ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ได้อบรม ย่อมไม่พร้อมที่จะใช้งาน จิตที่อบรมแล้วย่อมพร้อมที่จะใช้งาน จิตที่ไม่ได้อบรมย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จิตที่อบรมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่หลวง

จิต ที่อบรมแล้วนำสุขมาให้ จิตที่ยังไม่ได้อบรมย่อมนำทุกข์มาให้ ไม่มีอะไรที่จะให้คุณหรือให้โทษได้มากเท่ากับจิตที่อบรมแล้วหรือที่ยังไม่ ได้อบรม”
การ ฝึกจิตในชีวิตประจำวัน จะสร้างเสริมสุขภาพให้ผู้สูงอายุเป็นสุข รู้จักตัวเอง มองดูทุกข์ด้วยความรู้เท่าทัน ไม่ถูกทุกข์บีบคั้น จิตใจปลอดโปร่งเป็นอิสระ เกิดการผ่อนคลายทั้งกายและใจ

จิตที่ดีเป็นกุศล จะประกอบด้วยสติเสมอ และต้องมีความเบา(ถ้าปฏิบัติแล้วจิตเราหนักๆ เป็นอกุศล) ต้องอ่อนโยน(ปฏิบัติไปแล้วจิตเราแข็งๆ ทื่อๆ เป็นอกุศล) และต้องเป็นจิตที่คล่องแคล่ว (ถ้าซึมๆ ทื่อๆ เป็นจิตอกุศล ต้องระมัดระวัง) ควรแก่การงาน การปฏิบัติธรรมในเบื้องต้น ได้แก่

หมั่นพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่เป็นประจำ

เพราะเป็นความจริงแท้ของชีวิต ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะดิ้นรนแสวงหาเงินทองสะสมทรัพย์ไว้มากเพียงใด วันหนึ่งเราก็ต้องพลัดพรากจากสมบัติที่เราหาเอาไว้ ทรัพย์สมบัติเป็นเครื่องช่วยให้เราดำรงชีวิต เป็นทรัพย์ภายนอก พุทธศาสนาเปรียบไว้เสมือนกิ่งใบของต้นไม้ เมื่อเราตายก็นำติดตัวไปไม่ได้  การได้พิจารณาแบบนี้บ่อยๆ ความโลภในทรัพย์สมบัติก็จะลดลง มุ่งหน้าทำความดี มาสะสมอริยทรัพย์ คือ  ให้ทาน รักษาศีล และฝึกจิตเจริญภาวนา อันเป็นทรัพย์ภายในที่เราจะพึ่งพาอาศัยได้

ให้ทาน

หมายถึง การให้โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทน การให้ทานเป็นการขจัดความตระหนี่ ความโลภในใจ ไปทีละน้อย ทานจึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพจิตให้เจริญก้าวหน้า อนึ่ง ธรรมทาน(การให้ธรรมะเป็นทาน) เป็นการให้ที่ประเสริฐกว่าทานทั้งปวง เปรียบได้กับการให้ประทีปส่องทางชีวิต ที่ดีงาม

อานิสงส์ของการให้ทาน ที่ผู้รับจะได้ทันทีก็คือ ได้รับความสุขยิ่งอันเกิดจากการให้

รักษาศีล

ศีล เป็นคุณธรรมที่ทำให้ใจสงบ ปลอดกังวล นำไปสู่จุดหมายอันดีงามได้ง่าย เราควรตั้งใจรักษาศีล 5  ให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นกรอบให้เราไม่เบียดเบียนผู้อื่น และหาโอกาสรักษาศีล 8 เพื่อฝึกหัดขัดเกลาใจ ให้มองเห็น ว่าความสุขเกิดขึ้นได้ โดยกินง่าย นอนง่าย อยู่ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์ภายนอกมากนัก

เจริญภาวนา

ให้หมั่นฝึกจิต เจริญสติ และเจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอนและตอนเช้า ก่อนที่จะเริ่มภาระกิจอย่างอื่น ช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้ ด้วยการคิดดี พูดดี ทำดีได้ไม่ยาก

การฝึกสติตื่นรู้อยู่เสมอ ทำให้อารมณ์ของเรามั่นคง กำกับอารมณ์ของตัวเองได้ จึงใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีเมตตากรุณา ถ้าเราเริ่มรู้จักตนเอง มีสติ รู้ทันกิเลสของตัวเองแล้ว วิธีคิดก็เป็นระบบมากขึ้น การตัดสินปัญหาต่างๆ ก็ชัดเจนขึ้น เริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ ตามความเป็นจริง ทั้งตัวเอง เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งแวดล้อม จึงมีใจเป็นกลางๆ ที่ทำให้อคติหรือความลำเอียงไม่สามารถแทรกแซงการตัดสินใจ ไม่ว่าจะมีทุกข์  มีวิกฤตใดๆ เกิดขึ้นในชีวิต ก็สามารถจะใช้ปัญญาแก้ปัญหา หาทางออก ได้ในทุกสถานการณ์

วิธีฝึกจิตมีหลายรูปแบบ เหมาะสมไปตามความถนัดแต่ละบุคคล

เริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ สมาทานศีลแบบสั้นๆ ก่อน เราอาจจะสวดตามลำดับดังนี้

มหานมัสการ นโม ตัสสะ…………………………………………….( สวด 3 จบ)

ไตรสรณคมน์ พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ…………………………………………..

ทุติยัมปิ  พุทธัง สะระณัง  คัจฉามิ…………………………………

ตติยัมปิ   พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ……………………………….

สมาทานศีล 5 ปาณาติปาตา เวระมะณี……………………………………………..

พระพุทธคุณ อิติปิ โส     ภะคะวา………………………………………………..

พระธรรมคุณ สฺวากขาโต ภะคะวะตา……………………………………………..

พระสังฆคุณ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต…………………………………………….

สวด มนต์แบบสั้นเท่านี้พอ แล้วฝึกภาคปฏิบัติต่อ บางท่านอาจจะสวดแบบยาว ก็ให้สวดมนต์ ต่อไปเท่าที่ต้องการ เช่น มงคลปริตร โพชฌังคปริตร ชัยปริตร เมตตปริตร เป็นต้น

การฝึกเจริญสติ เราอาจจะฝึกการปฏิบัติตามลำดับดังนี้ หรือจะสลับลำดับก็ได้

1.  ฝึกการกำหนดรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย (Body Awareness)

เพื่อ สร้างความผ่อนคลายหลังจากสวดมนต์เรียบร้อยแล้ว ให้นั่งสงบหลับตาเบาๆ นิ่ง ๆ มือขวาทับมือซ้ายวางบนหน้าตัก ลำตัวตั้งตรง ไหล่หย่อนลง หายใจเข้า – ออก สบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน กำหนดความรู้สึกไปที่อวัยวะที่เราจดจ่อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

เริ่มจาก  กำหนดรู้ที่ศีรษะ                แล้วผ่อนคลาย

กำหนดรู้ที่ใบหน้า             แล้วผ่อนคลาย

กำหนดรู้ที่ต้นคอ           แล้วผ่อนคลาย

ต่อไป     กำหนดรู้ที่ไหล่              แล้วผ่อนคลาย

กำหนดรู้ที่ต้นแขน          แล้วผ่อนคลาย

กำหนดรู้ที่แขน              แล้วผ่อนคลาย

กำหนดรู้ที่มือ                แล้วผ่อนคลาย

ต่อไปกำหนดที่หน้าอก แผ่นหลัง หน้าท้อง สะโพกและก้น ต้นขา เข่า น่อง เท้า

ต่อไปจึงกำหนดรู้ตัวเราทั้งตัว

2.  ฝึกจินตนาการบำบัด (Guided Imagery)

โดย หายใจเข้าสูดเอาลมเย็นๆ  สูดเอาออกซิเจน ความสดชื่น ความเย็นสบาย เป็นสายสีขาวเข้าไปเต็มปอด  รู้สึกสดชื่นเย็นสบาย ผ่อนคลาย ต่อไปหายใจออกปล่อยให้ลมออกช้า ๆ เป็นสายสีดำ พาเอาความเครียด  ความอ่อนล้า  และคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไปจากร่างกายเรา จะรู้สึกผ่อนคลาย  ฝึกติดต่อกันไป 5-10 นาที

3.  ฝึกการนับลมหายใจ (Breath Count)

จาก หนังสือ ปรมัตถโชติกะ ธัมมาจริยา ปริเฉทที่ 9 เล่มที่ 1 โดยพระสัทธัมมโชติกะ ให้นั่งตัวตรง  หายใจเข้านับ 1 ลากลมหายใจยาวๆ นับยานๆ หายใจออกนับ 2 หายใจเข้านับ 3  หายใจออกนับ 4 หายใจเข้านับ 5 แล้วหายใจออก นับ 1 ใหม่ สลับกันไปถึง 6 แล้วนับ 1 ใหม่ จนถึง 10 ซึ่งรูปแบบจะเป็นดังนี้

1     2    3    4    5

1     2    3    4     5     6

1     2     3    4     5     6     7

1     2     3     4     5     6     7     8

1     2     3      4     5     6      7     8      9

1     2      3   .  4     5    6       7      8      9       10

ควร ฝึกนับให้ถูกต้อง ถ้านับผิดให้เริ่มนับใหม่ ให้ค่อยๆ ฝึกจนนับได้ถูกต้อง แสดงว่าสมาธิดีขึ้น อาจนับหลายๆ รอบได้  แต่ไม่ควรนับเกิน 10 เพราะอาจสับสนได้

4.  ฝึกกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (Breath Awareness)

การ ฝึกกำหนดรู้ลมหายใจทุกวิธี ต้องทำอย่างช้าๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ อย่างผ่อนคลาย ปล่อยวางคลายความผูกพัน ความกังวล น้อมจิตเข้ามา ดูกายดูใจของตนให้มีสติ มีความรู้สึกตัวชัดเจน         เมื่อชัดเจนกับลมหายใจแล้ว ความคิดความรู้สึกที่ไม่ดี ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ความสบายใจ ความสงบใจจะเข้ามาแทน

ประคอง สติ ให้รู้ความรู้สึกที่ลมมากระทบกับปลายจมูกเท่านั้น มิได้หมายถึงให้รู้ปลายจมูก หรือรู้ลมหายใจจะสั้นจะยาว “แค่รู้” ตามที่มันเป็น ลมหายใจจึงเป็นอารมณ์หลัก อารมณ์อื่นๆ เป็นอารมณ์รอง

อาจ กำหนดรู้ที่หน้าท้องบริเวณสะดือ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ ให้สติตามรู้ การพองยุบที่หน้าท้อง  คือหน้าท้องค่อยๆพองขึ้นจนสุดแล้วรู้สึกตึง  ต่อมาหายใจออกปล่อยลมออกช้า ๆ ท้องยุบตัวลงจะรู้สึกว่าหน้าท้องหย่อนลง เฝ้าดูอาการหย่อนตึงไปเรื่อยๆ ติดต่อกัน 5- 10 นาที ก่อนหลับให้เอาสติไปตาม “รู้” อยู่กับลมหายใจ หรือท้องพองยุบ รู้เบาๆ สบายๆ เมื่อรู้สึกตัวว่าง่วงก็ปล่อยให้หลับไป เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็ให้รู้ที่ลมหายใจ ก่อนทำภารกิจอื่น

อาจ กำหนดรู้ที่ปลายจมูก เมื่อลมหายใจเข้ากระทบปลายจมูก ให้สติตามรู้ว่า “พุท” หายใจออก มีลมกระทบปลายจมูก ก็ตามรู้ว่า “โธ” กำหนดรู้ติดต่อกันไป

5.  ฝึกมรณสติ

การ ฝึกมรณสติ ทำให้เราเป็นคนไม่มัวเมาในชีวิต ไม่หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ จนลืมตัว ทำให้เราไม่ประมาท ทำให้เราคิดสร้างบุญกุศลให้ติดตัวไปในเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “สัตว์ โลกถูกความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายนำไป การสำรวม กาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่ต้านทาน เป็นที่พึ่งของผู้จากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ความต้านทานความแก่นั้นไม่มี ผู้เห็นสิ่งนี้ว่า    เป็นภัยในเพราะจะต้องตาย ควรรีบทำบุญอันจะนำความสุขมาให้ ผู้ใดในโลกนี้สำรวมกาย วาจา ใจ และผู้ที่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้ทำบุญอันใดไว้ บุญนั้นย่อมอำนวยความสุขแก่เขาผู้ล่วงลับไปแล้ว”

พระไตรปิฎกภาษาไทย  ฉบับกรมการศาสนา 20/491-492

ให้เราระลึกถึงความตาย ดังนี้

“เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

เราจะละเว้นเป็นต่างๆ คือว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง

เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม เราจะต้องได้รับผลกรรมนั้น ๆ สืบไป เราทั้งหลาย ควรพิจารณาอย่างนี้ทุกๆ วันเถิด”

“ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน         ความตายเป็นของยั่งยืน

อันเราต้องตายเป็นแน่แท้     ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ

ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง  ความตายของเราเป็นของเที่ยง

ควรที่จะสังเวช                   ร่างกายนี้มิได้ตั้งอยู่นาน

ครั้นปราศจากวิญญาณ        อันเขาทิ้งเสียแล้ว

จักนอนทับ ซึ่งแผ่นดิน        ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้”

ควร ระลึกถึงความตาย และพิจารณาเป็นประจำทุกๆวัน  ถือว่าเป็นการเตรียมตัวตายที่ดีอย่างหนึ่ง ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ ผู้เขียนหนังสือกรรมฐานประจำวัน กล่าวว่า มีอานิสงส์ ดังนี้3

๑)     ละความมัวเมาในชีวิต  เป็นผู้ไม่ประมาท

๒)    เป็นผู้ติเตียนบาป

๓)    ไม่มากด้วยการสะสมทรัพย์สมบัติ

๔)    ปราศจากความตระหนี่  เป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่นด้วยเงินทอง

๕)    ได้ความสำคัญว่า “ไม่เที่ยง” อยู่เสมอ

๖)     ไม่กลัวตาย

๗)    ย่อมเข้าถึงสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้าหลังจากตายแล้ว

6.  ฝึกอสุภกรรมฐาน

ใน ชีวิตประจำวัน คนเรามักจะปล่อยให้จิตใจมีความกำหนัดยินดี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากเกินไป ทำให้เรามืดบอด ไม่รู้จักยับยั้งการกระทำของตนให้อยู่ในขอบเขต จึงประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ   ล่วงเกินต่อผู้อื่น ก่อให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ การฝึกอสุภสัญญา ก็เพื่อให้เราคอยระวังไม่ให้เกิดความกำหนัดยินดี ในร่างกาย จนเป็นเหตุให้เราทำอกุศลกรรมทั้งหลาย

คน ที่เมาในความหนุ่มสาว เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต จะทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตได้ง่าย ความจริงแล้วความแก่ย่อมมีอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว โรคภัยไข้เจ็บย่อมอยู่ในร่างกายที่ไม่มีโรค และความตายย่อมมีในชีวิต เราจึงไม่ควรประมาทต่อชีวิต

ท่าน ให้เราพิจารณาความจริงของร่างกายซึ่งเป็นของไม่งาม  โดยพิจารณาที่อวัยวะต่างๆ เรียกว่า อาการ 32 เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อวัยวะใหญ่น้อย และมีของปฏิกูลไหลออกทางตา หู จมูก ปาก เหงื่อไคล น้ำปัสสาวะ อุจจาระ ทำให้เราต้องทำความสะอาดอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อยู่ทุกวัน เราอาจจะใช้บทสวดมนต์ อาการ 32 จากหนังสือคู่มือชาวพุทธ ทำวัตรสวดมนต์แปล โดยพระโพธิญาณเถร(ชา สุภัทโท) ดังนี้

“กาย ของเรานี้แล เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ดังนี้ คือผมทั้งหลาย คือขนทั้งหลาย คือเล็บทั้งหลาย คือ ฟันทั้งหลาย     หนัง เนื้อ เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังพืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ สายรัดไส้  อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก  น้ำมันไขข้อ น้ำมูตร เยื่อในสมอง กายของเรานี้เอย่างนี้ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป     มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆอย่างนี้แล”

อานิสงส์ของการเจริญอสุภกรรมฐาน จากหนังสือกรรมฐานประจำวัน โดยไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์

๑)      ข่มความยินดีในกามคุณอารมณ์ต่างๆ

๒)    เป็นผู้อดทนต่อความร้อนความหนาว

๓)     ย่อมได้สัญญาอื่นด้วย คือ อนิจสัญญา  อนัตตสัญญา

๔)     หลังจากกายแตกทำลายตายไป ย่อมเข้าสู่สุคติ

หมั่นเจริญเมตตา

การเจริญเมตตา เป็นการให้อย่างหนึ่ง ที่ยิ่งให้ยิ่งเพิ่มยิ่งแผ่เมตตาและความรู้สึกที่ดีออกไปมากเท่าใด จิตใจเราก็ยิ่งเบิกบาน ไม่หงุดหงิดง่าย บรรเทาความโกรธ จิตมีคุณภาพดี หน้าตาผ่องใส จิตสงบเป็นสมาธิ ได้ง่าย โรคภัยไข้เจ็บจะหายไป

ให้เราน้อมใจเยื่อใยในสัตว์ทั้งหลายไม่เฉพาะเจาะจง โดยเริ่มด้วยแผ่เมตตาให้ตนเอง

“ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข              จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์

จงเป็นผู้ไม่มีเวร                           จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์                         จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด”

ต่อ ไปแผ่เมตตาความปรารถนาดีให้กับผู้อื่น ขอให้เขามีความสุขโดยอาจเริ่มจากระลึกถึงคนใกล้ชิดเรา พ่อแม่ พี่น้อง แล้วค่อยๆ ทำความรู้สึกให้กว้างออกไป ถึงคนที่เรารู้จักทั้งมิตรและศัตรู ขยายออกไปถึงสรรพสัตว์ ทั่วทุกสารทิศ ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ดังนี้

“สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายทั้งหมดทั้งสิ้น

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย

จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากโรคภัยด้วยกันทั้งสิ้นเถิด”

ลองฝึกจิต นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอสักระยะหนึ่ง ก็จะพบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ เช่น เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดี ความจำดีขึ้น วิธีคิดเป็นระบบมากขึ้น การตัดสินใจดีขึ้น จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า การทำสมาธิสม่ำเสมอ จะพัฒนาศักยภาพของสมองให้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำกิจการงานต่างๆ

การฝึกสติ ทำสมาธิ นอกจากจะช่วยให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่สับสนวุ่นวายได้อย่างมีความสุขแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมาก คือ สุขภาพดี นอนหลับง่าย ชะลอความแก่ มีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวง่าย สุขภาพจิตดี มีความเข้มแข็งที่จะเผชิญหรือเอาชนะอุปสรรคได้

เราค้นพบความสุขได้ง่ายๆ ในบางครั้งเพียงแค่ปล่อยให้ใจวางคลายจากเรื่องราวต่างๆ ก็จะรู้สึกเป็นสุขใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว

Tags : ,

การดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

การดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุจะมีวิธีในการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างไร?
ฟันของคุณจะอยู่ได้อย่างยืนยาวด้วยการดูแลรักษาสุขภาพฟันเองที่บ้านอย่างถูก วิธี และหมั่นตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร คุณก็ยังคงมีสุภาพเหงือกและฟันที่ดีได้ โดยการแปลกฟันเป็นประจำวันละสองครั้งด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน และหมั่นพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อการทำความสะอาดและการตรวจเช็คโดยผู้ชำนาญการ
ผู้สูงอายุควรมีการดูแลรักษาสุขภาพฟันเป็นพิเศษหรือไม่?
เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพในช่องปากแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ แต่เมื่ออายุย่างเข้าสู่ภาวะสูงวัย คุณก็อาจจะเจอปัญหาภายในช่องปากบางประการได้ การใส่ฟันปลอม การกินยาบางประเภท และปัญหาสุขภาพโดยทั่วๆไป เป็นปัญหาที่พบในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ แต่ถือเป็นโชคดีที่ทันตแพทย์ และแพทย์ของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้อย่างง่ายดาย

  • การเกิดฟันผุที่บริเวณพื้นผิวของรากฟัน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ดังนั้นการแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ การใช้ไหมขัดฟัน และการหมั่นตรวจเช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  • อาการเสียวฟันมีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เหงือกของคุณจะค่อยๆ ร่นไปตามธรรมชาติ ทำให้ส่วนของฟันที่ไม่ได้มีสารเคลือบป้องกันโผล่ออกมามากขึ้น บริเวณเหล่านี้เป็นบริเวณที่มีโอกาสเกิดอาการเจ็บปวดได้ง่าย เนื่องมาจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อน หรือเย็น ในกรณีที่เป็นรุนแรง อาการเสียวฟันก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อฟันสัมผัสอาการที่เย็น หรือบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่เปรี้ยวหรือหวาน หากคุณเริ่มเกิดอาการเสียวฟัน คุณควรหันมาใช้ยาสีฟันที่ช่วยป้องกันอาการเสียวฟัน หากอาการยังไม่ลดลง ควรปรึกษาทันตแพทย์ เพราะอาการเสียวฟันอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาที่รุนแรงที่อาจตามมาได้ เช่น การเกิดการผุกร่อน รอยแยก หรือรอยร้าวของฟัน
  • อาการปากแห้ง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุซึ่งการเกิดอาจมีสาเหตุมาจากการกินยา หรืออาการป่วยบางอย่าง อาการปากและคอแห้งสามารถทำลายสุขภาพฟันของคุณได้หากปล่อยไว้ โดยไม่ได้รับการรักษา ทันตแพทย์มีวิธีการรักษากักเก็บความชุ่มชื่นภายในปากได้หลายวิธี รวมถึงการรักษา และการจ่ายยาที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันปัญหาอื่นที่จะตามมาได้
  • ปัญหาสุขภาพที่เป็นอยู่ เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือ โรคมะเร็ง สามารถส่งผลกระทบต่อบสุภาพช่องปากได้ คุณควรที่จะแจ้งรายละเอียดเรื่องสุขภาพของคุณให้ทันตแพทย์ได้รู้อย่าง ละเอียด เพื่อที่ทันตแพทย์จะได้เข้าใจถึงสถานภาพทั้งหมดอย่างชัดเจน และสามารถช่วยรักษาได้อย่างถูกต้อง
  • การใส่ฟันปลอมช่วยทำให้ผู้สูงอายุสะดวกมากขึ้น แต่ฟันปลอมเหล่านี้ก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ คุณควรทำตามคำแนะนำของทันตพย์อย่างเคร่งครัด และควรไปปรึกษาทันตแพทย์เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การตรวจฟันปลอมเป็นประจำทุกปีจัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอม
  • โรคเหงือกเป็นปัญหารุนแรงที่สามารถพบได้ในคนทุกวัย แต่โรคนี้มักจะพบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจัยต่างๆที่สามารถทำให้โรคเหงือกมีอาการรุนแรงขึ้นมีดังต่อไปนี้
    • อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
    • ช่องปากที่ขาดความสะอาด
    • โรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง
    • ปัจจัยแวดล้อมต่างๆเช่น ความเครียด และการสูบบุหรี่
    • การรักษาที่ต้องกินยาที่มีอิทธิพลต่อสภาพเหงือก

ในช่วงแรกที่เริ่มเป็นโรคเหงือกนั้น ยังสามารถที่จะรักษาให้เหงือกกลับมาเป็นปกติได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องสังเกตุความผิดปกติของเหงือกให้เร็วที่ สุด การหมั่นตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำจะช่วยให้เห็นความผิดปกติของเหงือกได้เร็ว และสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที แต่สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือกก็คือ การดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากที่ถูกวิธี

การครอบและใส่ฟันปลอมเป็นการรักษาที่ทำขึ้นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แกฟัน ที่ถูกทำลาย หรือทำขึ้นเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป การครอบฟัน คือการทำฟันปลอมมาครอบซี่ที่เสียหายหรือ เพื่อปรับปรุงรูปทรงของฟัน ส่วนการใส่ฟันปลอมนั้น คือการทำฟันซี่ใหม่ขึ้นมาทดแทนซี่ที่สูญเสียหรือสูญหายไป

Tags : , ,

ดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home  ติดต่อ :http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705      02-583-7709

หลัก 10 ประการ ดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม

หลัก 10 ประการ ดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม (ไอเอ็นเอ็น)

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แนะหลัก 10 ประการ ดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม

พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำนักอนามัย กทม. ได้สรุปภาวะสุขภาพและปัญหาด้านสาธารณสุขของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย โดยขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพอนามัยในช่วงภาวะวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ด้วยหลักปฏิบัติดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม 10 ประการ ประกอบด้วย

1. หมั่นดูแลความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะเท้า ซึ่งต้องล้างด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง หลังการเดินลุยน้ำ และล้างมือบ่อยๆ หรือใช้เจลล้างมือแทน

2. กรณีต้องเดินลุยน้ำ ควรใส่รองเท้าบูท และทายาป้องกันน้ำกัดเท้าทุกครั้งก่อนลงน้ำ และมีไม้ตีน้ำเป็นระยะเพื่อไล่สัตว์มีพิษที่อาจอยู่บริเวณที่เดิน

3. ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา เพื่อป้องกันโรคตาแดง

4. การดูแลภาชนะใส่อาหารและช้อนส้อมให้สะอาดป้องกันโรคทางเดินอาหาร

5. เลือกรับประทานอาหาร ถ้ามีกลิ่นไม่ดี ใกล้บูด ไม่ควรรับประทาน

6. ระวังบุตรหลานไม่ให้เล่นน้ำ หรืออยู่ใกล้น้ำ

7. กรณีเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด ตาแดง ควรเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น เพื่อป้องกันการติดต่อ ล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัย

8. ป้องกันกรณีไฟฟ้ารั่วและไฟชอร์ต ถ้ามีน้ำท่วมถึงปลั๊กไฟต้องตัดสะพานไฟทุกครั้ง

9. ใช้ถุงทรายอุดปิดโถส้วมป้องกันการไหลย้อน ใช้สุขาชั้น 2 หรือใช้ถุงดำเป็นส้วมสนาม แล้วมัดปิดเก็บไว้กำจัดภายหลังน้ำลด อาจใส่ปูนขาว หรือ EM ก่อน

10. ฝึกการคลายเครียดด้วยตนเอง เช่น การพูดระบายความเครียด ฟังเพลงคลายเครียด ฝึกการหายใจคลายเครียด เป็นต้น

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : http://health.kapook.com/view32750.html

Tags : ,