อะไรจะเกิดขึ้น? ถ้าคุณลดความอ้วน

25560910-091056.jpg

10 นิสัยร้ายๆทำลายสมอง

25560908-103901.jpg

Tags :

บัวบกสมองสดใสคืนสู่วัยหนุ่มสาว

25560825-085746.jpg
บัวบกสมองสดใสคืนสู่วัยหนุ่มสาว
ตำราไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมเย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียและอาการเริ่มที่จะเป็นบิดแก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียก็กล่าวถึง…

ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.)
ชื่อวงศ์ APIACEAE
ชื่ออื่นๆ บัวบก กะโต่ ผักแว่น ผักหนอก
ลักษณะทั่วไป พืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุหลายปีเลื้อยตามดิน มีไหลเป็นปมเจริญขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ ลำต้นยาวถึง ๒.๕ เมตร ใบเดี่ยวเป็นกระจกจากไหล แผ่นใบรูปโล่ เกือบกลม ขอบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อสีเขียว ผลค่อนข้างกลม
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดและไหล
บัวบก บำรุงสมอง ป้องกันความชรา

บัวบก หรือผักหนอก เป็นสมุนไพรบำรุงสมองที่คนเฒ่าคนแก่รู้จักกันดี ในช่วงที่แปะก๊วยเริ่มดังไปทั่วโลกในฐานะยาบำรุงสมอง บ้านเราก็มีความพยายามที่จะพัฒนาการปลูกต้นแปะก๊วยเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองตามกระแส ปรากฎการณ์นี้ทำให้ฉุกคิดและทบทวนว่า สมุนไพรที่หมอยาทุกภาคใช้บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงควมจำ บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ ใช้ได้ทั้งเด็กและคนแก่
ตำราไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมเย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียและอาการเริ่มที่จะเป็นบิดแก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียก็กล่าวถึง
บัวบก มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่าผักหนอก ผักแว่น และกะโต่

การใช้บัวบักบำรุงร่างกายว่า บัวบกทั้งต้นมีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน ย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้คนเป็นบ้า โรคเกี่ยวกับเลือดและโรคที่มีสมุฎฐานจากเสมหะ คนบางแคว้นในอินเดียกินใบบัวบกกับนมทุกวันวันละ ๑-๒ ใบเชื่อว่าจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส ความจำดีขึ้น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาทและโลหิต
ส่วนการแพทย์จีนถือว่าบัวบกคือ สมุนไพรของความเป็นหนุ่มสาว สรรพคุณในการคืนความเป็นหนุ่มสาวนี้ตรงกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านของไทยอย่าง ยายหมื่น ดวงอุปะ
แม่หมอยาเมืองเลย ที่ยืนยันว่า การกินผักหนอกจะทำให้หน้าตาแดงสดใสอย่างวัยรุ่น โดยให้เอาผักหนอกทั้งห้า มาตากให้แห้ง ตำให้ละเอียด แล้วเอาน้ำผึ้งเป็นกระสายปั้นเป็นลูกกลอนกิน สัปดาห์เดียวก็เห็นผล
บักบกกับการศึกษาวิจัยและการใช้สมัยใหม่

เมื่อไปสืบค้นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบัวบกก็พบว่ามีฤทธิ์ในการบำรุงสมองเช่นเดียวกับแปะก๊วย กล่าวคือ เพิ่มความสามารถในการจดจำและการเรียนรู้ มีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากบัวบกในคุณสมบัติช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ
การทดลองในสัตว์ทดลองพบว่า บัวบกทำให้ลูกหนูมีความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้นทำให้เซลล์สมองของหนูแรกเกิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดมีพัฒนาการดีกว่าหนูในกลุ่มควบคุม ทำให้ปฏิภาณไหวพริบในการหลบหลีกสิ่งกีดขวางของหนูดีขึ้น บัวบกยังเพิ่มสมาธิและความสามารถในการตัดสินใจเฉพาะหน้าในหนู
ส่วนการศึกษาในมนุษย์พบว่า บัวบกทำให้เด็กพิเศษที่กินบัวบกวันละ ๕๐๐ มิลลิกรัมติดต่อกัน ๓ เดือน มีความสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมนอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ โดยใช้สารสกัดบักบก ๗๕๐ มิลลิกรัมต่อวัน นาน ๒ เดือน พบว่า ความจำ การเรียนรู้ และอารมณ์ของคนสูงอายุดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้มีการวิจัยในผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๓๓ ปี โดยได้รับสารสกัดบัวบก ๕๐๐ มิลลิกรัม วันนละ ๒ ครั้ง พบว่าช่วยลดความผิดปกติที่เกิดจากความกังวล ลดความเครียดและการซึมเศร้า
ส่วนการศึกษาในระดับเซลล์ถึงกลไกการออกฤทธิ์บำรุงสมองพบว่า บัวบกทำให้การหายใจในระดับเซลล์สมองดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเสื่อมของเซลล์สมอง คงสภาพปริมาณของสารสื่อประสาท ที่มีชื่อว่า อะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง เสริมฤทธิ์การทำงานของสารกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่รักษาสมดุลของจิตใจ ทำให้ผ่อนคลายและหลับได้ง่าย นอกจากนี้ บัวบกยังทำให้หลอดเลิอดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น
ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการใช้บัวบกเป็นอาหารเพิ่มไอคิว เพิ่มความฉลาด หรือเพิ่มความสามารถในการจำและการเรียนรู้ในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กพิเศษ รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้น ส่วนในคนทั่วไปบัวบกจะช่วยชะลออาการของโรคสมองเสื่อมในวัยชราหรืออัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยคลายเครียดทำให้มีสมาธิในการทำงาน ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ มีบัวบกแคปซูลวางจำหน่ายในสรรพคุณบำรุงสมอง (brain tonic)
นอกจากนี้ บัวบกยังมีฤิทธิ์ต้านอักเสบ เพิ่มการสร้างคอลลาเจน ช่วยลดความดันเลือดจากการเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลิอด เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดดำขอดไว้ รวมทั้งช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ปัจจุบันครีมบัวบกถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ในสรรพคุณรักษาแผล ป้องกันการเกิดแผลเป็น
บัวบกเป็นผักพื้นบ้านไทยที่กินใช้อยู่ทุกวัน มีคุณอนันต์กับสมอง แล้วเราจะรอช้าอยู่ใย รีบหาบัวบกมากินกันไวๆ กินให้ถูกวิธีตามวิถีแห่งภูมิปัญญา เพื่อคนไทยจะได้เฉลียวฉลาดและไม่เฒ่าชะแรแก่ชราเร็วเกินไป
เรื่องน่ารู้

ในตำราไทยบอกว่า การเก็บบัวบกมาใช้อย่าเอาเฉพาะใบ เพราะจะได้ตัวยาไม่ครบ ควรถอนเอาทั้งต้นและรากมาด้วย เพราะในรากมีตัวยาด้วย
ถ้าจะให้ได้สรรพคุณดีที่สุด ควรใช้ผักหนอกขมซึ่งมักจะขึ้นเองตามธรรมชาติ
การทำให้แห้ง ไม่ควรเอาบัวบกไปตากแดด เพราะจะทำให้สูญเสียตัวยาซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหย ควรผึ่งลมไว้ในที่ร่มมีอากาศถ่ายเท เมื่อยาแห้งแล้วใส่ขวด ปิดฝาให้สนิทกันชื้น
สูตรน้ำบัวบก (ดื่มแก้ช้ำในหรือร้อนใน)

๑. เลือกใช้บัวบกที่ใบแก่กว่ากินเป็นผักสด ใช้ทั้งรากทำความสะอาดอย่างดี
๒. ใบบัวบกจะเหนียวให้ตัดเป็น ๒-๓ ท่อน ก่อนบดหรือตำ
๓. คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บดหรือตำแล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สองเพื่อให้ได้ตัวยาที่ยังเหลืออยู่ ใช้น้ำสะอาดในการคั้น แต่ห้ามใช้น้ำร้อน หรือนำน้ำที่คั้นไปต้ม
๔. กรองน้ำบัวบกโดยใช้ผ้าขาวบางห่างๆ แบบผ้ามุ้ง ถ้าผ้าถี่มากจะกรองไม่ออก
๕. หลังกรองจะมีกาก ซึ่งเศษใบให้ทิ้งไว้ให้นอนก้นและทิ้งไป รินเฉพาะส่วนใสมาดื่ม
๖. น้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ๆ จากใบสดๆ จะดีที่สุด ไม่ควรเก็บน้ำบัวบกไว้นาน และต้องแช่เย็นไว้เสมอ
๗. น้ำเชื่อมถ้าทำจากน้ำต้มใบเตย จะทำให้น้ำบัวบกอร่อยยิ่งขึ้น

ข่างปองบัวบก

อุปกรณ์

๑. บัวบกสด
๒. แป้งที่ใช้ทอดกรอบ
๓. หอมแดงหั่นหยาบ
๔. กระเทียมหั่นหยาบ
๕. เกลือ
๖. พริกไทยป่น
๗. ไข่ไก่
วิธีทำข่างปองบัวบก
๑. ผสมแป้งที่ใช้ทอดกรอบกับพริกไทย กระเทียม หอมแดง ไข่ไก่ และเกลือผสมให้เข้ากัน
๒. นำบัวบกที่ล้างสะอาดแล้วหั่นหยาบ หรือม้วนพอคำนำมาชุบกับแป้งที่ผสมเรียบร้อยแล้ว
๓. จากนั้นตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน แล้วจึงนำบัวบกที่ชุบแป้งแล้ว มาทอดให้พอเหลืองกรอบแล้วยกลงให้สะเด็ดน้ำมัน
๔. จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ตามใจชอบ

อาหารสมุนไพร ไข่เจียวบัวบก

บรรเทาอาการปวดศรีษะ วิงเวียนศรีษะ
ส่วนประกอบ

ไข่ ๒ ฟอง
บัวบกสด ๒๐ กรัม
น้ำมันหอย ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลาเล็กน้อย
น้ำมันพืชสำหรับทอด
วิธีทำ

๑. นำบัวบกมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นซอย
๒. นำไข่มาตอกแล้วตีไข่ เติมเครื่องปรุงรส
๓. ใส่บัวบกที่หั่นซอยลงไป คนให้เข้ากัน
๔. ทอดในไฟอ่อนจนไข่สุก

น้ำมันบัวบก (สูตรอายุรเวท)

ส่วนประกอบ

๑. บัวบก ๔ กิโลกรัม
๒. น้ำมันมะพร้าว ๑ ลิตร
๓. น้ำสะอาด ๗ ลิตร
วิธีการทำ

๑. ล้างบัวบกให้สะอาด
๒. หั่นบัวบกเป็นชิ้นเล็กๆ
๓. เติมน้ำลงไปในบัวบก นำไปปั่นให้ละเอียด
๔. กรองเอาแต่น้ำบัวบก
๕. นำน้ำบัวบกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ ๘๐-๙๐ องศาเซลเซียส
๖. เคี่ยวจนเหลือแต่น้ำมันมะพร้าว ให้สังเกตลักษณะกากของน้ำมัน กากจะมีลักษณะแห้งแบบเม็ดทราย เป็นอันใช้ได้ ยกลงจากเตา กรองเอาน้ำมัน
สรรพคุณ บำรุงผมและหนังศรีษะ ช่วยให้ผมดกดำมีส่วนช่วยแก้ผมร่วง และหงอกก่อนวัย
วิธีการใช้ ชโลมเส้นผม นวดให้ทั่วหนังศรีษะ หมักทิ้งไว้ ๓๐ นาที แล้วสระผมด้วยน้ำอุ่น (สระผมด้วยแชมพูตามปกติ)

คุกกี้ บัวบก

ส่วนผสม

๑. แป้งอเนกประสงค์ ๒ ถ้วยตวง
๒. เนยสด รสเค็ม ๒ ถ้วยตวง
๓. น้ำตาลทราย ๑.๑/๒ ถ้วยตวง
๔. ผงฟู ๒ ช้อนชา
๕. วนิลา (กลิ่น) ๑ ช้อนชา
๖. ไข่ไก่ ๑ ฟอง
๗. บัวบกหั่นละเอียด ๒ ถ้วยตวง
ขั้นตอนการทำ

๑. ล้างและหั่นใบบัวบกให้ละเอียด โดยให้ตัดก้านกับใบออกจากกัน ก้านจะหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ส่วนใบนำมาเรียงซ้อนกัน แล้วหันตามขวางและกลับมาหั่นอีกข้าง พักไว้ก่อน
๒. นำแป้งและผงฟูมาร่อนผ่านตะแกรงประมาณ ๒ รอบ พักไว้ก่อน
๓. นำเนยสดมาตีให้เข้ากับน้ำตาล ตีด้วยความเร็วปานกลางจนขึ้นฟูประมาณ ๑ นาที
๔. ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวนิลาลงไปตีให้เข้ากัน
๕. ค่อยๆ ใส่แป้งที่ร่อนแล้วลงไปทีละน้อย (ครั้งละ ๑/๓ ของแป้ง) ตีแป้งให้เข้ากับส่วนผสมทั้งหมด
๖. เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ค่อยใส่บัวบกหั่นละเอียดลงไปผสมแป้งให้เข้ากันอีกครั้ง
๗. นำไปอบ โดยวางใส่ถาดที่ทาเนย หรือกระดาษทนความร้อน ซึ่งจะต้องตักแป้งให้ได้ขนาดตามต้องการอบประมาณ ๖-๘ นาที (อุณหภูมิประมาณ ๒๕๐ องศาเซลเซียส) หรือดูว่าขอบเริ่มเหลืองเป็นอันใช้ได้

กินบัวบกอย่างไรให้พอเหมาะสม

การกินเป็นยาบำรุงต้องกินตามขนาดที่ระบุไว้ ถ้ากินใบบัวบกสดๆ ในปริมาณน้อย เช่น ๒-๓ ใบถึงแม้จะกินบ่อยๆ แทบทุกวัน ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรือกินน้ำคั้นบัวบกเพื่อแก้ช้ำในหรือร้อนติดต่อกัน ๕-๗ วันก็ยังได้
ถ้าจะกินน้ำบัวบกติดต่อกันทุกวันให้กินวันละประมาณ ๕๐-๖๐ มล.
ถ้ากินเป็นผักจิ้มทีละ ๑๐-๒๐ ใบ สัปดาห์ละครั้งก็ยังไม่เป็นไร แต่ถ้ากินทีละมากๆ เช่น กินน้ำคั้นบัวบกวันละ ๒-๓ แก้ว ต่อเนื่องเป็น ๑๐ วันหรือกินใบสดวันละ ๑๐-๒๐ ใบ ติดต่อกันเป็น ๑๐ วัน แบบนี้อาจเกิดพิษขึ้นได้
สรุปว่า บัวบกถ้ากินในขนาดพอดีแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้ากินมากเกินไปให้ระวัง เพราะเป็นยาเย็นจัด จะทำให้ธาตุเสียสมดุล

ข้อมูลจาก : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

Tags :

5 ทำ 5 ไม่ จำไว้ป้องกันมะเร็ง

25560821-082122.jpg

Tags :

7 เทคนิคทำสมาธิบำบัดโรค

25560816-075024.jpg
การ ฝึกสมาธิกำลังกลายเป็นศาสตร์ใหม่ที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจนำไปใช้รักษาอาการ ป่วยกายหลายอย่าง โดยไม่ต้องพึ่งยาเคมีปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานำเอาการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาไปรักษาผู้ป่วยอัลไซ เมอร์ อาการซึมเศร้า รวมถึงภาวะทางจิตของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์สะเทือนจิตใจ (พีทีเอสดี)

รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้หนึ่งที่สนใจนำการฝึกสมาธิมาประยุกต์ใช้รักษาโรค หลังจากทำการศึกษาจนค้นพบท่วงท่าการฝึกสมาธิสำหรับบำบัดภาวะเบาหวาน และโรคอื่น

จาก ผลวิจัยในคนไข้ ทำให้ได้เทคนิคบำบัดโรคที่พร้อมนำไปปฏิบัติได้จริงถึง 7 เทคนิค เพื่อประโยชน์ด้านการเยียวยาโรคที่เรื้อรังและการป้องกันการเกิดโรคในระยะ ยาว ที่สามารถประยุกต์ใช้งานได้เองไม่ยาก

ท่าแรกคือ ท่านั่งผ่อนคลาย

ประสาน กายประสานจิต มีผลดีในด้านการลดความดันโลหิต การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ดีสามารถฝึก ได้ทั้งท่านั่งด้วยการขัดสมาธิ หงายฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนหัวเข่า หรือฝึกท่านอนให้วางแขนหงายมือไว้ข้างลำตัว หรือคว่ำฝ่ามือวางบนหน้าท้องก็ได้ จากนั้นหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ พร้อมนับ 1-5 กลั้นหายใจนับ 1-3 ช้า ช้า เช่นกัน แล้วเป่าลมหายใจออกทางปากช้าๆ พร้อมกับนับ 1-5 เช่นกัน โดยทำซ้ำ 30-40 ครั้งวันละ 3 รอบก่อนหรือหลังอาหารประมาณ 30 นาที

ท่าที่ 2 เป็นท่ายืนผ่อนกายประสานการประสานจิต

ท่า นี้จะช่วยลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และควบคุมการทำงานของไขสันหลังให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีปฏิบัติให้ผู้ฝึกยืนตรงในท่าที่สบายวางฝ่ามือซ้ายทาบที่หน้าอกแล้วนำฝ่า มือขวาวางทาบทับฝ่ามือซ้าย พร้อมกับค่อยๆ หลับตาจากนั้นสูดลมหายใจเข้าและออกเหมือนกับท่าแรก แต่เทคนิคนี้จะทำซ้ำ 120-150ครั้ง จึงลืมตาขึ้นช้าๆ และทำวันละ 3รอบโดยเพิ่มเวลาให้มากกว่าเดิมทุกครั้ง

ท่าที่ 3 การนั่ง เหยียด ผ่อนคลายประสานกาย ประสานจิต

ท่า นี้จะช่วยลดไขมันหน้าท้องลดพุง และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี การปฏิบัติท่านี้ให้ผู้ฝึกนั่งราบกับพื้นในท่าที่สบาย เหยียดขาและเข่าให้ตึง หลังตึง เท้าชิด คว่ำฝ่ามือบนต้นขาทั้ง 2ข้างค่อยๆ หลับตาลงจากนั้นหายใจเข้าออกและนับเหมือนกับท่าแรก 3 ครั้ง จากนั้นต่อด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ โน้มตัวไปข้างหน้าผลักฝ่ามือทั้งสองข้างไปด้านหน้าจนปลายมือจรดนิ้วเท้า หยุดหายใจชั่วครู่ และหายใจออกช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ ดึงตัวและแขนเอนไปข้างหลังให้ได้มากที่สุดและนับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำ 30 ครั้งแล้วค่อยๆ ลืมตา

ท่าที่ 4 การก้าวย่างอย่างไทย

เจ้า ของท่าบอกว่า ในท่านี้ความยากของการฝึกจะมีมากขึ้น เริ่มจากยืนตรงในท่าที่สบายลืมตา มือสองข้างไขว้หลัง สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ และทำเหมือนท่าแรก จนครบ 5รอบ จากนั้นให้ยืนตัวตรงมองต่ำไปข้างหน้าหายใจเข้าช้าๆ พร้อมค่อยๆ ยกเท้าขวาสูงจากพื้นเล็กน้อยหายใจออกช้าๆ พร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าจรดปลายเท้าแตะพื้น ตามด้วยส้นเท้าวางลงบนพื้น ส่วนเท้าซ้ายให้วางชิดเท้าขวาในช่วงหายใจออกทำซ้ำให้ได้ 20ครั้ง โดยที่เวลากลับตัวให้หมุนทางขวาโดยขยับเท้าให้เอียง 60องศาและ 90องศาในท่ายืนตรง ทำซ้ำด้วยการเดินกลับไปมา 2เที่ยว จะใช้เวลาประมาณ 45-60นาที หลังการฝึกวิธีดังกล่าวมีผลในเรื่องเพิ่มภูมิต้านทานโรคเรื้อรังทุกประเภท คล้ายกับการเดินจงกรม

ท่าที่ 5 ชื่อว่ายืดเหยียดอย่างไทย

ผู้ ฝึกต้องเคลื่อนไหวอย่างช้า นับเลขอย่างช้าจะได้ประโยชน์สูงที่สุด โดยเริ่มฝึกจากวันละ 60 รอบและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในวันต่อๆ ไป ช่วยป้องกันโรคและเสริมสร้างสุขภาพๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มจากท่ายืนตรงที่สบาย เข่าตึงและค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเหมือนกับท่าแรก จนครบ 5 รอบ จากนั้นต่อด้วยการค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะให้ฝ่ามือประกบกัน แขนตึงแนบใบหู หายใจเข้าและออก 1 ครั้ง และค่อยๆ ก้มตัวลง โดยศีรษะ ตัวและแขนก้มลงพร้อมๆ กันอย่างเป็นจังหวะช้าๆ ไปเรื่อยๆ ให้ได้ 30 จังหวะเมื่อปลายนิ้วกลางจรดพื้นพอดี ตามด้วยหายใจเข้าและออกช้าๆ ลึกๆ 1 ครั้งและค่อยๆ ยกตัวกลับ ในท่าเดิมศีรษะตั้งตรงใน 30 จังหวะเช่นกัน

ท่าที่ 6 เป็นเทคนิคการฝึกสมาธิการเยียวยาไทยจินตภาพ

เทคนิค นี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้มีปัญหาระบบไหลเวียนอัมพาต ซึ่งประสาทการรับรู้ทั้งร่างกายไม่สามารถทำงานได้สะดวก แต่ประสาทการได้ยินยังทำงาน ผู้ดูแลจะต้องเป็นผู้ช่วยในการบอกให้เขาได้ยินและคิดตามตั้งแต่เริ่มนอนบน พื้นเรียบ แขนทั้งสองข้างวางแนบลำตัว และให้เขาหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเหมือนท่าแรก 3รอบด้วยกัน แล้วให้เขาท่องในใจว่า

“ศีรษะ เรากำลังเริ่มผ่อนคลาย ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ” และกำหนดความรู้สึกไปที่อวัยวะที่เราจดจ่อไล่จากศีรษะ หน้าผาก ขมับ หนังตา แก้ม คาง ริมฝีปาก คอ ไหล่ ต้นแขน แขน มือ หน้าอก หลัง หน้าท้อง ก้น ต้นขา เข่า น่อง เท้าและตัวเราทั้งตัว (ขณะที่ไล่มาถึงมือและเท้าให้ท่องว่า มือเรากำลังเริ่มหนักขึ้น หนักขึ้น เท้าเรากำลังเริ่มหนักขึ้น หนักขึ้น) เมื่อทำครบเช่นนี้แล้วให้หายใจเข้า กลั้นใจ หายใจออก เหมือนเริ่มต้นอีก 3 รอบ

ส่วนท่าสุดท้าย เป็นเทคนิคสมาธิการเคลื่อนไหวไทยชี่กง

เริ่ม ด้วยการยืนตัวตรงแยกเท้าทั้งสองข้างพอประมาณ ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเหมือนท่าแรกให้ครบ 5 รอบ จากนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้น แขน ข้อศอกทั้งสองข้างอยู่ในระดับเอว โดยหันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน ขยับฝ่ามือเข้าหากันช้าๆ นับ 1-3 และขยับมือออกช้าๆ นับ 1-3 ทำทั้งหมด 36-40 รอบ และยืนอยู่ในท่าเดิม หายใจเข้าลึกๆ นับ 1-5 ค่อยๆ ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ คล้ายกับกำลังประคองหรืออุ้มแจกันใบใหญ่ แล้วค่อยๆ ยกมือลงในท่าประคองแจกันเช่นกันนับเป็น 1รอบ โดยทำซ้ำ 36-40 รอบแล้วยืนในท่าเดิม ท่านี้จะช่วยลดอาการท้องผูก นอนไม่หลับ อาการปวดเรื้อรัง หรือเฉียบพลัน และภูมิแพ้

“การ ฝึกสมาธิเพื่อบำบัดโรค แต่ละท่ามีความยากง่ายต่างกัน สำหรับคนที่ยังไม่เคยฝึกควรเริ่มจากท่าที่ 1เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการหายใจให้ร่างกายก่อนที่จะเริ่มฝึกปฏิบัติ ในท่าที่ยาก เพราะหากร่างกายไม่พร้อมแล้วฝืนอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้เช่นกัน” หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข ม.มหิดล กล่าว

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Tags :

แปรงฟันบ่อยป้องกัน “ความจำเสื่อม”

25560814-062847.jpg
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลงเคสเชียร์ อ้างว่า การแปรงฟันบ่อยจะเป็นผลดีต่อสมอง เพราะสามารถป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้

รายงานระบุว่า การแปรงฟันให้ขาวทุกวันไม่เพียงแต่จะมีโอกาสที่จะช่วยป้องกันการเป็น มะเร็งช่องปาก, โรคหัวใจ และการเป็นเบาหวานเท่านั้น แต่ยังจะช่วยป้องกันให้คนเราไม่กลายเป็นคนความจำเสื่อม สาเหตุเพราะการแปรงฟันจะป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคปาก ไม่ให้เข้าถึงสมอง และทำลายระบบศูนย์กลางของสมอง ทำให้เกิดภาวะเซลล์สมองเสื่อม และสูญเสียความทรงจำได้

โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เชื้อโรคในช่องปากสามารถสร้างปฏิกิริยาห่วงโซ่ในคนเราที่นำไปสู่ภาวะความจำเสื่อม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เชื้อโรคทำให้เกิดการเป็นอัลไซเมอร์ แต่เชื้อโรคน่าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่แย่หนักขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ในทุกๆ วัน เชื้อโรคจะเข้าไปสู่กระแสเลือดผ่านกิจกรรมต่างๆ ของคนเรา เช่น การกินและการเคี้ยว ขณะที่ผลวิจัยนี้มุ่งเพื่อค้นหาว่าเชื้อโรคสามารถกลายเป็น “ตัวแปร” ในการทำให้คนเราอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม ผ่านการทดสอบทางเลือด เพื่อประเมินภาวะเสี่ยงที่คนเราจะพัฒนาไปสู่ภาวะอัลไซเมอร์

โดยผลสำรวจพบว่าจากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวน 5,500 ราย ที่แปรงฟันน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน มีโอกาสที่จะกลายเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่แปรงฟัน 3 ครั้งต่อวันถึง 65 เปอร์เซนต์

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติ

Tags :

พลังงาน เมนูร้านอาหารตามสั่ง

FITT Calories Monitor: พลังงาน เมนูร้านอาหารตามสั่ง

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home ติดต่อ http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705 02-583-7709

หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย กับฟาสฟู๊ดสไตล์ไทยๆ “ร้านอาหารตามสั่ง” ที่มีอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ อ๊อฟฟิต ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำยามพักเที่ยงกันเลยทีเดียว จึงได้หยิบยกเมนูที่หลายๆคนเรียกติดปากว่า “เมนูสิ้นคิด” คือคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรก็ต้องเมนูเหล่านี้หล่ะขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และอยากจะย้ำอีกซักครั้งว่า ปริมาณพลังงานเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อให้ตระหนัก ไม่ได้ห้ามทานหรือทานเมนูเหล่านี้ไม่ได้ เเต่เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุม ขนมขบเคี้ยว มื้อระหว่างวันไว้จะดีกว่า ทานเป็นมื้อหลักๆไม่ได้มีผลกับน้ำหนักมากนัก เเต่ที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญ คือปริมาณน้ำมัน และ น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำมากกว่า และต้องไม่ลืมว่า ถ้าหากเราทานไม่เกินที่ร่างกายใช้ เราก็จะไม่อ้วนค่ะ

เมนูฮอตติดโผ่เมนูสิ้นคิด

- ข้าวผัดหมู<660 kcal>
- ข้าวราดปลาหมึกผัดน้ำพริกเผา<535 kcal>
- ข้าวหมูทอดกระเทียม<525 kcal>
- ข้าวราดกระเพราหมูสับ<465 kcal>
- ข้าวไข่เจียว<445 kcal>
- ข้าวราดคะน้าน้ำมันหอย<220 kcal>

Topping

- ไข่ดาว 1 ฟอง<125 kcal>
- ไข่เจียว 1 ฟอง<140 kcal>
- หมูกรอบ (เพิ่มในผัดผัก)<200 kcal>

จะเห็นได้ชัดในกลุ่ม Topping ถ้าเราไม่บวก ไข่ดาว ไข่เจียวของทอดต่างๆ เราเองก็สามารถลดพลังงานในมื้อเที่ยงของเราได้วันละ 125-200 kcal เลยทีเดียว หรือใครจะลองเปลี่ยนมาทานไข่ต้มก็จะบวกพลังงานไปอีก 60-70 kcal เท่านั้นค่ะ ลองเลือกทานกันนะคะ ฉลาดเลือกฉลาดกิน สุขภาพแข็งเเรงค่ะ

25560813-140250.jpg

Tags :

“ข้อเท้าพลิกบ่อยๆ ระวังเอ็นข้อเท้าขาด”

25560813-113146.jpg

ข้อเท้าพลิก ดูเหมือนเป็นอาการทั่วๆ ไป ที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬา ออกกำลังกาย และสาวๆ ที่ใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งในแต่ละรายก็มีอาการมากน้อยแตกต่างกัน

นายแพทย์เมธี คงเผ่าพงษ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ข้อเท้าพลิก” ว่า เป็นการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเล่นกีฬาโดยเฉพาะมือสมัครเล่น เนื่องจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเท้าจะได้รับบาดเจ็บง่าย หรือในกรณีข้อเท้าพลิกที่เกิดจากการเดินในบนพื้นผิวขรุขระ

การบาดเจ็บอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการจะดีขึ้นเองภายในเวลาไม่กี่วัน จนไปถึงอาการรุนแรงซึ่งต้องได้รับการรักษาและคำแนะนำจากแพทย์ มิฉะนั้นอาจจะเกิดผลแทรกซ้อนและทุพพลภาพในเวลาต่อมา โดยปกติเมื่อมีข้อเท้าพลิก ส่วนใหญ่จะเป็นการพลิกเข้าด้านใน ซึ่งจะทำให้เอ็นข้อเท้าทางด้านนอกได้รับบาดเจ็บ ในทางการแพทย์ได้แบ่งความรุนแรงของการบาดเจ็บออกเป็น 3 ระดับ

ระดับที่ 1 มีการยืดหรือช้ำของเอ็น อาจจะพบเพียงบวมและกดเจ็บบริเวณเอ็นที่ได้รับบาดเจ็บ

ระดับที่ 2 จะมีการฉีกขาดของเอ็นเพียงบางส่วน (โดยปกติจะไม่เกินร้อยละ 50) ในกลุ่มนี้จะปวดและบวมค่อนข้างมากจนอาจจะทำให้เดินลงน้ำหนักไม่ค่อยได้

ระดับที่ 3 ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุด จะมีการฉีกขาดของเอ็นทั้งหมด มักจะพบว่าไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ และส่วนใหญ่จะพบว่ามีความหลวมของข้อ

การดูแลเบื้องต้นเมื่อได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้า

นายแพทย์เมธี แนะนำว่า ให้ลดการใช้งานของข้อที่ได้รับบาดเจ็บ และประคบด้วยความเย็นเพื่อลดอาการปวดและความบวม โดยอาจใช้ผ้าเย็นสำเร็จรูป หรือน้ำแข็งผสมน้ำประคบจนรู้สึกว่าชาแล้วเอาออก หลังจากนั้นมาพบแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการบาดเจ็บรุนแรง ต้องการรักษาจากแพทย์ เมื่อท่านมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยอาจจะส่งตรวจภาพถ่ายรังสีในกรณีที่สังสัยว่ามีกระดูกหักหรือการบาดเจ็บอื่นร่วมด้วย เนื่องจากการบาดเจ็บของข้อเท้าโดยการพลิกเข้าด้านในอาจทำให้มีกระดูกหักได้ เช่น บริเวณตาตุ่มด้านในและนอก กระดูกฝ่าเท้า รวมไปถึงกระดูกผิวข้อของข้อเท้า

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเอ็นข้อเท้าพลิก

แพทย์จะประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บแล้วให้การรักษา โดยการรักษาในระยะแรกจะมุ่งเน้นเพื่อลดความเจ็บปวดและความบวม ซึ่งได้แก่ การยกขาสูง ประคบความเย็น การให้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ การพันผ้ายืด เป็นต้น และอาจจะพิจารณาใส่เฝือกกรณีมีการบาดเจ็บรุนแรงมาก ส่วนการรักษาในระยะต่อมาจะเป็นการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความรู้สึกของเอ็นรอบข้อเท้าเพื่อที่จะป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์

ข้อควรรู้และพึงระวัง

การประคบเย็น อาจจะใช้น้ำแข็งผสมน้ำใส่ถุงพลาสติกห่อด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่ง แล้ววางบริเวณที่บาดเจ็บโดยปกติสามารถวางได้นานถึง 20 นาที หรือจนมีความรู้สึกชา โดยให้ทำเช่นนี้ทุก 2-4 ชั่วโมง เป็นเวลา 2-3 วัน

การป้องกันไม่ให้เกิดข้อเท้าพลิกซ้ำ เช่น การใส่รองเท้าหุ้มข้อ หรือ Ankle support หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูง หลีกเลี่ยงใช้งานในพื้นที่เสี่ยงต่อการพลิกซ้ำ เช่น พื้นต่างระดับ บันได

การกลับมาใช้งาน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ โดยปกติถ้าบาดเจ็บไม่มากสามารถเดินลงน้ำหนักได้หลังจากอาการปวดบวมเริ่มทุเลา แต่อาจจะต้องมีการเสริมความมั่นคงของข้อเท้าด้วยการพันผ้ายืด (elastic bandage) หรือสวมเครื่องพยุงข้อเท้า (ankle support) ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

จะเล่นกีฬาได้เมื่อไร เช่นเดียวกันกับการกลับมาใช้งาน ท่านสามารถกลับมาออกกำลังกายได้หลังจากอาการปวดบวมดีขึ้น เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แต่ควรจะงดกีฬาที่จะต้องมีการบิดหมุนของข้อเท้า เช่น การวิ่ง การเต้น เป็นต้น ช่วงระยะเวลาหนึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์

เมื่อไหร่จึงจะผ่าตัด?

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ กล่าวว่า เมื่อพยายามรักษาอย่างถูกวิธี หรือไม่เคยรักษามาก่อน แล้วยังมีข้อเท้าพลิกเรื้อรัง จนทำให้เกิดอาการข้อเท้าหลวม (6-9 เดือน) ซึ่งแพทย์เฉพาะทางจะทำการตรวจร่างกาย เอกซเรย์ ตลอดจนการตรวจเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อยืนยันการวินิจฉัยว่าเอ็นข้อเท้าขาด หลวมจริง ตลอดจนจำแนกชนิดของเอ็น และภาวะอื่น เช่น การบาดเจ็บของกระดูกอ่อนผิวข้อ เอ็นและกล้ามเนื้ออื่นๆรอบข้อเท้าบาดเจ็บร่วมด้วย การผ่าตัดควรทำโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งอาจใช้วิธีเย็บซ่อมและคลุมด้วยเอ็นเยื่อหุ้มข้อเท้า หรือวิธีอื่นๆ เช่น การใช้เอ็นจากข้อเท้า หรือเข่ามาทำหน้าที่แทนเอ็นที่ขาด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดให้เหมาะสมในแต่ละผู้ป่วย

ข้อมาจาก : คลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

Tags :

ขมิ้น…..ดีต่อตับ

25560812-130624.jpg

ขมิ้น…..ดีต่อตับ

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home ติดต่อ http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705 02-583-7709

คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับตับ เพราะในตับมีปริมาณโปรตีนหรือไขมันมากเกินไป จนทำให้เกิดพังผืดขึ้นภายในตับ ซึ่งเป็นภาวะของ โรคไขมันพอกตับ สมควรอ่านบทความนี้เป็นยิ่ง เพราะว่าวันนี้เรามีสิ่งดีๆ มาแนะนำให้คุณนำไปใช้บำรุงตับกัน นั่นก็คือ ขมิ้น เราพอจะรู้กันอยู่บ้างแล้วว่าประโยชน์ของขมิ้นนอกจากจะนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางเพราะมีสรรพคุณช่วยด้านสุขภาพความงามและช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารแล้ว ขมิ้นยังมีประโยชน์ต่อตับอีกด้วย เพราะในขมิ้นจะมี สารเคอร์คูมิน (Curcumin) ที่สามารถป้องกันหรือรักษาความเสียหายของตับ อันเนื่องมาจากภาวะไขมันพอกตับได้ โดยสารเคอร์คูมินในขมิ้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของ สารเลพติน (Leptin) ในร่างกาย ซึ่งสารตัวนี้แหละที่จะเป็นตัวไปกระตุ้นการทำงานของ เซลล์สเทลเลต (stellate cells) ที่มีอยู่ในตับ จะทำให้เซลล์สเทลเลตผลิตคอลลาเจนและโปรตีนออกมาเป็นจำนวนมาก จนส่งผลให้เกิดพังผืดภายในตับทำให้เป็นที่มาของโรคไขมันพอกตับนั่นเอง ฟังแล้วอาจจะดูซับซ้อนซักหน่อย แต่เรื่องของเรื่องก็จะบอกว่าถ้าเราบริโภคขมิ้นเข้าไป สารในขมิ้นก็จะไปช่วยไม่ให้เราเกิดโรคไขมันพอกตับยังไงล่ะคะ เมื่อทราบอย่างนี้แล้วอย่าลืมทานขมิ้นทุกวันเป็นการช่วงบำรุงตับให้แข็งแรงนะคะ หลายคนอาจจะทานขมิ้นสดๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะวิวัฒนาการสมัยนี้ก้าวหน้า โดยขมิ้นจะมาเป็นรูปของแคปซูล ทำให้ง่ายต่อการทานมากขึ้น

หมายเหตุ
สาร’เลพติน’ (Leptin) จะเป็นฮอร์โมนที่มีอยู่ในเซลไขมันทั่วไป
สเทลเลตเซลล์ (stellate cells) ซึ่งเป็นเซลล์ myofibroblast ที่อยู่ภายในตับเป็นศูนย์กลางของการเกิดพังผืดภายในตับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://justgoodhealth.blogspot.com/2011/05/blog-post_25.html

Tags :

” วิธีกำจัดเสมหะแบบธรรมชาติ “

25560810-074401.jpgv. CK Healthy Tips
” วิธีกำจัดเสมหะแบบธรรมชาติ”

รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วย ระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์

Goldenlife Nursing Home ติดต่อ http://www.goldenlifehome.com

02 – 584-3705 02-583-7709

ใครก็ตามที่มีอาการไอไม่หายสักที มีเสมหะมาก แสดงว่ามีอาการอักเสบในทางเดินหายใจเรื้อรัง อาจจะเคยสูบบุหรี่จัดมาก่อน อาจจะมีอาการติดเชื้อในหลอดลมรุนแรงจนหลอดลมเกิดอักเสบเรื้อรัง หลอดลมเสียความยืดหยุ่น เกิดถุงลมโป่งพอง อะไรก็แล้วแต่ อาการมักจะเป็นอย่างเดียวกันคือมีเสมหะมาก ไอ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หากมีอาการดังกล่าว ควรบรรเทาอาการด้วยตัวเองดังต่อไปนี้

##: อาหาร :##

1. อาหารลดเสมหะในคอและหลอดลม อาหารที่มันมากเกินไป จะทำให้เกิดเสมหะและไอเพิ่มมากขึ้น ควรงดเสียก่อน ได้แก่ นมวัว เนย และผลิตภัณฑ์จากนมวัวทั้งหลาย เช่น ขนมเค้ก โดนัต ไอศกรีม ครีม ครีมเทียม (ในกาแฟ ชา) ช็อกโกแลต กะทิ อาหารผัดทอดที่มัน ๆ เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว เป็นต้น

หันมากินอาหารไทยแท้ๆ ประเภทแกงส้ม ต้มยำ ส้มตำ แกงเลียง แกงแค น้ำพริก อะไรทำนองนี้ แต่ความเผ็ดที่มากเกินไปบางครั้งก็ก่อให้เกิดความระคายเคืองในลำคอ และมีอาการไอกำเริบในระหว่างกินอาหารขึ้นมาได้ ก็ดูเอาเองก็แล้วกันว่าคุณสามารถกินเผ็ดได้ขนาดไหน

2. อาหารเสริมภูมิต้านทาน จำเป็นที่ต้องสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้นเพื่อทำให้อาการเรื้อรังที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น และจำเป็นต้องมีภูมิต้านทานที่ดีเพราะจะได้ลดอัตราเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรียลง

อาหารเสริมภูมิต้านทานที่ควรกินในระยะนี้ได้แก่ อาหารที่มีวิตามินซีสูง รวมทั้งสารผักอื่นๆ ที่มีผลโดยตรงต่อภูมิต้านทาน แนะนำว่าให้ดื่มน้ำคั้นสดๆ จากผลไม้จะเหมาะสมกว่า อร่อยกว่า เช่น น้ำส้มคั้น เพราะจะได้รับวิตามินซีสูง น้ำมะขามป้อม เป็นต้น จะเป็นน้ำฝรั่ง น้ำสับปะรดก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นน้ำผลไม้คั้นสด ๆ แล้วดื่มทันทีจะมีสารเสริมภูมิต้านทานมากกว่าน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่มีขายเป็นกล่อง

##: บริหารการหายใจ :##

สำหรับคนที่ไอมานาน หลอดลมเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง หลอดลมก็จะปวกเปียก บางคนต้องไอติดๆ กันจนเจ็บหน้าอกและเหนื่อยหอบ จำเป็นต้องบริหารการหายใจเพื่อเรียกเอาความแข็งแรงของหลอดลมกลับคืนมา วิธีการก็คือการสูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ จนลมหายใจค่อยๆ ไหลเข้าไปจนเต็มปอด แล้วค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ จนหมด แล้วสูดหายใจเข้าไปใหม่อีกครั้ง หายใจเข้ายาว ช้าๆ และหายใจออกยาว ช้าๆ สลับกันไปเช่นนี้ 20 ครั้ง เช้ารอบหนึ่ง เย็นอีกรอบหนึ่ง

##: กำจัดเสมหะ :##

การขับเสมหะออกจากหลอดลมมีความจำเป็น จะทำให้หายใจโล่งสบายขึ้น และหากมีเสมหะคั่งอยู่ข้างในนานๆ เชื้อแบคทีเรียตกลงไปก็จะให้เกิดการติดเชื้อเสมหะเปลี่ยนสี คราวนี้ก็จะมีไข้ และอาการไอก็จะกำเริบกว่าเดิม วิธีการกำจัดเสมหะสามารถทำได้ดังนี้

1. จิบน้ำมะนาวอุ่นๆ บ่อยๆ โดยบีบน้ำมะนาวผสมลงในน้ำอุ่นเล็กน้อยค่อยๆ จิบทีละนิด

2. สูดไอน้ำที่มีน้ำมันหอมระเหย วิธีนี้จะทำให้ไอน้ำเข้าไปทำให้เสมหะใสแล้วไอออกมาได้ง่าย วิธีการคือ เอาชามใบโตมาใส่น้ำเดือดเอามาวางไว้บนโต๊ะ แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยเช่น ยูคาลิปตัส คาโมมายล์ ลงไป 2-3 หยด จากนั้นนั่งลงเอาผ้าขนหนูผืนโต ๆ คลุมศีรษะเอาไว้แล้วสูดหายใจเข้าออกช้าๆ หายใจเอาไอน้ำเข้าไปจนกว่าน้ำจะเย็น สามารถทำเช่นนี้ได้บ่อย ๆ วันละ 3-4 ครั้ง

3. อบสมุนไพรไทย การอบสมุนไพรแล้วสูดเอาไอเข้าไปด้วยจะได้ผลเช่นเดียวกัน ให้อบสมุนไพรนาน 5-10 นาที แล้วออกมานั่งพักให้ตัวเย็น แล้วกลับเข้าไปอบใหม่ 3 รอบ จากนั้นให้ดื่มน้ำตามแก้วโตๆ สัก 1-2 แก้ว จะทำให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ง่าย และหายใจได้สะดวกขึ้น

##: สมุนไพร :##

ในระยะนี้อาการอักเสบอาจจะกำเริบเป็นพักๆ แต่การใช้ยาปฏิชีวนะติดกันนานๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองแล้ว
หากใช้ยาปฏิชีวนะนานเกินไปจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น ท้องเสีย และเสี่ยงต่อเชื้อโรคดื้อยา แต่บางครั้งการควบคุมอาการติดเชื้อก็มีความจำเป็น
จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรแทน ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3-4 เม็ด ก่อนอาหารวันละ 3 ครั้งจนกว่าอาการจะดีขึ้น

Cr. : balavi.com/สาระแห่งสุขภาพ

Tags :